$AEHR: ทำไมหุ้นตัวนี้จึงมีศักยภาพ

Image
AEHR: ผู้ชนะในโลกที่ “ความผิดพลาดแพงขึ้นเรื่อย ๆ” สรุปจาก https://x.com/i/status/2039979199231066463 ในอดีต การที่ชิปตัวหนึ่งเสีย อาจเป็นเพียงต้นทุนเล็ก ๆ ที่ผู้ผลิตยอมรับได้ แต่ในยุคของ AI, silicon photonics และ advanced packaging ความล้มเหลวหนึ่งครั้งไม่ได้จบแค่ “ชิปตัวเดียว” อีกต่อไป มันอาจหมายถึงความเสียหายทั้งระบบ ตั้งแต่แพ็กเกจราคาแพง ไปจนถึงระดับ data center  นี่คือจุดที่ทำให้Burn-in test กลับมาเป็นขั้นตอนสำคัญอีกครั้ง Burn-in คือการเร่งให้ชิปเผชิญความเครียด (ความร้อนและแรงดันไฟฟ้า) เพื่อคัดกรอง “latent defects” หรือข้อบกพร่องแฝงที่มองไม่เห็นในการทดสอบปกติ ชิปที่ดูเหมือนใช้งานได้ในวันนี้ อาจล้มเหลวในวันพรุ่งนี้ และในโลกที่ต้นทุนของความผิดพลาดสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด การปล่อยให้ชิปแบบนั้นหลุดไปถึงลูกค้าไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้า ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงขึ้น AI chips ใช้พลังงานสูงและสร้างความร้อนมหาศาล → defect แสดงตัวเร็วขึ้น Silicon photonics ต้องผ่านช่วง “stabilization” อยู่แล้ว → ต้องใช้ burn-in โดยธรรมชาติ Advanced packaging เช่น 3D stacking → ถ้าชิปตัวเดียวเสีย...

SOS (Sign of Strength)

 SOS (Sign of Strength)


เป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของทฤษฎี Wyckoff accumulation

มันคือสัญญาณกระทิง ความทรงพลังของแรงซื้อที่สามารถเอาชนะแรงขาย(ที่หมดแรงไปแล้ว)ได้อย่างราบคาบ 

.

ดังนั้นตัว SOS นี้จึงมักจะเกิดหลังจากที่

- ช่วงพักตัว sideway สั้นๆ แท่งราคาสั้นวอลุ่มแห้งมากๆ

- ราคาลงไปเทสโลว์ด้วยวอลุ่มที่แห้ง หรือ เบาบาง

.

แท่งราคาที่เป็น SOS คือแบบไหน

- แท่งเขียวยาวที่มาพร้อมกับวอลุ่มสูงกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมายิ่งมากยิ่งดี

- gap up พร้อมกับวอลุ่มสูงกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมายิ่งมากยิ่งดี

เหล่านี้เป็นการยืนยันว่า แรงซื้อ(demand)ก้าวออกมาแสดงตัวยึดพื้นที่ในโซนนี้ได้อย่างราบคาบแล้ว (เพราะก่อนที่จะแสดงตัว ก็ปล่อยให้แรงขาย(supply)แสดงกำลัง จนกระทั่งไม่มีการสนับสนุนต่อแรงขายแล้ว แรงซื้อก็เข้ามายึดพื้นที่เลย)

.

เกิด SOS แล้วต้องดูพฤติกรรมต่อว่าแรงขายยังมีกองกำลังแทรกซึมอยู่หรือไม่ นั่นคือสัญญาณ LPS อันหมายถึงช่วงปล่อยให้แรงขายแสดงตัวหลังจากเกิด SOS ไปแล้ว

การย่อของราคาครั้งนี้ อาจเกิดจากการจงใจของคนทำราคาส่วนหนึ่งที่ต้องการทดสอบ หรือเป็นการแสดงตัวของฝ่ายอยากขาย(supply)เอง

เมื่อเกิดแรงขายที่มีนัยยะ ฝั่งซื้อก็จะหยุดดู ว่าจะออกอาการได้มากมายแค่ไหน ถ้ามากก็แสดงว่ายังไม่ถึงเวลา ต้องลงไปสะสม ย่อยแรงขายใหม่

แต่ถ้าแรงขายมีแค่หยิบมือ (วอลุ่มน้อยนิด) ก็จะเจอการแสดงตนเป็นใหญ่กว่าด้วยแท่งเขียวยาวกว่าวอลุ่มสูงกว่า ขึ้นต่อไปได้อีก

.

ในตลาดบ้านเรา ถ้ามองในมุมของการสะสมหุ้นตามสไตล์ Wyckoff จะพบว่าเพิ่งเกิดสัญญาณ spring ไปเมื่อเดือนตุลาคม(ตอนที่ panic) หลังจากนั้นเราสามารถเห็นทรงหุ้นได้เลยว่าตัวไหนแข็งแรงหรืออ่อนแอ

ถ้าแข็งแรง จะใช้โอกาสหลังจาก panic เด้งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการทำนิวไฮขึ้นมาเป็นระยะๆ

แต่ถ้าอ่อนแอ แท้จะดีดกลับขึ้นมาอยู่ในโซนสะสมได้ แต่ก็ไม่ไปไหนต่อ หนำซ้ำยังถูกแรงขายกดให้ลงต่อได้อีก


แนะนำเพิ่มเติม ของฟรี)
หากต้องการศึกษาวิธีเล่นหุ้น แนะนำให้ไปอ่านบทความฟรี คลิปฟรีที่นี่ก่อนก็ได้
เรียนเล่นหุ้น เรียนเทรด forex จิตวิทยาการเทรด มือใหม่เล่นหุ้น
คลิกลิ้งนี้ครับ https://www.zyo71.com/p/index.html เป็นสารบัญเว็บนี้ครับ







และ eBook มีขายที่เว็บ https://www.mebmarket.com/index.php?action=search_book&type=author_name&search=เซียว%20จับอิดนึ้ง&exact_keyword=1&page_no=1
แยกส่วนกันนะครับ ขายคนละเจ้า
ebook หนังสือสอนเล่นหุ้น

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

เส้น EMA ที่เทรดเดอร์เทพนิยมใช้

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

กราฟหุ้น GFPT ล่าสุด

4 เหตุผล ที่ หุ้นกลุ่ม Photonics: (อาจเป็น) ธีมสร้างเศรษฐีเงินล้าน

ใช้ EMA200 กับ EMA50 แยกหุ้นว่าช่วงไหนน่าเล่น ช่วงไหนไม่น่าแล

Mindset ของนักเทรดที่มีกลยุทธ์เทรด 1:100 Risk-Reward