Jesse Stine ท็อปเทรดเดอร์ ผู้ Buy on Dip

Jesse Stine ท็อปเทรดเดอร์ ผู้ Buy on Dip




แนวทางการเทรดของ Jesse Stine
เขาเป็นนักเขียนหนังสือ Insider Buy Superstocks: The Super Laws of How I Turned $46K into $6.8 Million (14,972%) in 28 Months
ที่ผมเคยแปลส่วนหนึ่งเอาไว้เป็น ebook ชื่อ "เคล็ดลับจับหุ้นซิ่ง"
แนวคิดเขาน่าสนใจดี สามารถใช้เป็นอีกเคสตัวอย่างที่ว่าเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จจริงๆเขามีมุมมองยังไง

#Method
หุ้นที่ตรงสเป็คของเขาคือหุ้นที่มีทั้งมูลค่าในเชิงลึกและมีโมเมนตัมด้วย เขาชอบค้นหาบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตก่อนที่มันจะซิ่ง ซึ่งมันแตกต่างจากโมเมนตัมเทรดเดอร์อย่าง William O’Neil or Dan Zanger เพราะเขาเป็นนักลงทุนสายย่อหรือ buy on dip นั่นเอง

Stine ไม่ได้เชื่อมั่นในเทคนิคอลแบบสุดใจนัก โดยเขาบอกว่า ตลาดน่ะมันมีชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงปรับปรุงตัวตลอดเวลาตามคน,สังคมแม้แต่ตลาดเอง เทคนิคอลที่เคยเวิร์คเมื่อสามสิบปีที่แล้ว,ตอนนี้อาจจะไม่ได้ผลแล้วก็ได้ แต่หุ้นเติบโตที่ต่ำมูลค่าอย่างมีนัยยะนั้น,มีอยู่ทุกช่วงเวลา, มันมักจะไม่ได้รับความสนใจจากคนส่วนมาก, มีการเติบโตความต่อเนื่อง, กราฟสวย, และได้รับการสนับสนุนจากคนวงใน รูปแบบชาร์ททำเงิน(blockbuster chart pattern)ที่ถูกสนับสนุนจากการค้นคว้าระดับห้าดาว

เขาไม่ค่อยชอบข่าวมากนัก เพราะมองว่ามันเป็นสัญญาณรบกวน
"ลองสมมติเล่นๆว่าคุณไปติดเกาะกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกที่ ... คุณไม่สามารถเข้าถึง CNBC, Bloomberg, Twitter, Facebook เลยทั้งสิ้น
 ... [แต่] คุณมีกระแสไฟฟ้า,โน๊ตบุคหนึ่งเครื่อง, และมันสามารถเข้าถึงชาร์ทที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถเข้าถึงทุกเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ... ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าประสิทธิภาพในการเทรดของคุณจะสูงกว่าก่อนหน้าในระดับที่คุณไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นไปได้ ดังนั้,การกำจัด "สิ่งรบกวนจิตใจ" ออกไปได้คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จครั้งใหญ่





#วิธีเลือกหุ้น
Stine มักจะจุกจิกมากในการเลือกหุ้น
แม้ว่าเขาจะใช้ทั้งการวิเคราะห์ทางเทคนิคและพื้นฐาน, แต่เขาก็เน้นย้ำให้ตัวเองต้องดูกราฟก่อนที่จะพิจารณาตัวเลขทางการเงิน เขาบอกว่า:

"ในขณะที่นักลงทุนอีก 99% ใช้เวลาเวลาอันมีค่ารวบรวมบทความ,รายงาน และข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับหุ้นที่น่าสนใจทุกตัว,

 แต่คุณสามารถรู้จิตวิทยาของมันได้ทั้งหมด-จากการดูกราฟเพียงสองวินาที

... เพราะกราฟมันฉายภาพรวมของเดือนหรือแม้ทั้งปีที่ผ่านมา
 ก่อนที่ "สตอรี่" ทางพื้นฐานจะปรากฎให้เห็น

 คุณควรจะตั้งหน้าตั้งตาค้นหารูปแบบกราฟที่มีประสิทธิภาพอย่างไม่รู้จักเหนื่อยเท่าที่ตลาดที่มีให้คุณได้ 

หลังจากที่คุณได้หุ้นที่มีกราฟขาขึ้นแล้ว
ก็ควรจะคัดเอาเฉพาะตัวที่ปัจจัยพื้นฐานที่เป็นขาขึ้นเท่านั้น"



เหตุผลที่เขาเชื่อว่าหุ้นกราฟสวยมักจะตามมาด้วยสตอรี่ที่สุดยอดในอีกไม่ช้าก็คือ
เมื่อ 17 ปีก่อน,ผมไปเที่ยวเมืองจีน ตอนนั้นไม่มีใครรู้เรื่องเกี่ยวกับชาตินี้มากนัก 
แต่ประเทศนี้ไม่มีสตอรี่ แต่มี blockbuster chart pattern 

ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้วิ่งขึ้นต่อเนื่อง 1200% ในเวลาสิบสองปีต่อมา

และปี 2008 จีนมีสตอรี่ดีกว่าชาติอื่นอย่างไม่มีใครทาบติด 
เรารู้กันว่าตลาดหุ้นจะวิ่งนำสตอรี่ที่ดีจะตามมาหลังจากนั้น 

ให้ลงทุนหุ้นที่มีกราฟสวย(great chart)ก่อน,และทนถือไป,เดี๋ยวสตอรี่ดีๆก็จะตามมาแน่นอนในอนาคต หรือถ้าจะดีกว่านั้นก็คือลงทุนในหุ้นที่มีกราฟสวยที่มาพร้อมกับสตอรี่ที่ถูกซ่อนไว้-นั่นคือคุณได้อยู่บนเส้นทางของความร่ำรวย
.
กราฟสวย(great chart)ที่เขาย้ำนักย้ำหนามีลักษณะดังนี้
- มีฐานราคาที่แข็งแรง ซึ่งถูกทำ(สะสม)เป็นแรมเดือนถึงแรมปี

- มีองศาของการวิ่งขึ้นที่ชัน เหนือเส้นเค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์

- วอลุ่มของการ breakout สูงมาก(ในระดับสัปดาห์)

- ราคามักจะต่ำกว่า $15

"......Superstocks ที่แท้จริงนั้นจะเป็นเหมือนจรวดนาซ่าดีๆนี่เอง 
มันต้องการแรงผลักดันมหาศาล(ปริมาณการซื้อขายสูง)
เพื่อที่ขับเคลื่อนตัวมันให้ชนะแรงดึงดูดของโลก(ฐานราคา) 
แต่เมื่อมาถึงวงโคจรได้แล้วก้ไม่ต้องการพลังงานมากมาย
เพียงแค่บังคับให้อยู่ในทิศทางที่ต้องการเท่านั้น......"

เกณฑ์การเลือกหุ้นของ Stine มีความคล้ายกับ CAN SLIM เขาเชื่อว่า superstocks จะมีองค์ประกอบดังนี้
- มีกำไรที่มั่นคงจากการดำเนินงาน
- สามารถคำนวนรายได้ในอนาคตได้ง่าย
- อัตราส่วน PE อยู่ในระดับ 10 หรือต่ำกว่า
- รายย่อยถือไม่มาก(low float) และมีทีมบริหารที่อนุรักษ์นิยม
- คนวงในซื้อหุ้น และมีแนวโน้มที่สดใส
นอกจากนี่ก็มีเรื่องของคู่แข่งน้อยราย, หนี้น้อย, มีการชอร์ตหุ้นไว้น้อย, มีการวาง bid offer สวย, นักวิเคราะห์ยังไม่มีใคเขียนถึง, เจ้าของถือหุ้นไว้เยอะ และมีโมเมนตัมเทรดเดอร์เข้ามาเล่นแล้ว



#ว่าด้วยตลาดรวม(ดัชนี)
จุดนี้ Stine มีสไตล์ที่แตกต่างจากเทรดเดอร์ CAN SLIM อย่างสิ้นเชิง คือเขาไม่ให้ความสำคัญกับดัชนีมากนัก โดยบอกว่า

"เมื่อคุณซื้อหุ้นที่คุณเลือกมาอย่างดีแล้ว, ก็อย่าเสียเวลากังวลเกี่ยวกับดัชนี
...ปัญหาคือว่าการแกว่งตัวของดัชนีนี่แหละจะเขย่าเราออกจากหุ้นที่ดีที่สุดที่ถืออยู่ มีนักลงทุนหลายคนที่ใช้เวลาถึง 90% ของตัวเองเพยายามคาดการณ์ตลาดและใช้เวลาแค่ 10% ในการพยายามหาหุ้นที่เป็นผู้ชนะ นี่ไม่ได้พูดเกินจริง และมันก็ยังคงเป็นสูตรสำหรับความล้มเหลว

"อัตราส่วนที่ถูกต้อง-ควรเป็นแบบนี้ คือคาดการณ์ตลาดแค่ 3% เอาเวลาที่เหลือ 97% ไปหาหุ้นผู้ชนะดีกว่า เมื่อเจอแล้วก็ถือไปเรื่อยๆจนกว่าคุณจะเห็นสัญญาณขายแบบชัดเจนค่อยขายออก





#จังหวะซื้อที่ดี
จุดเข้าซื้อของ Jesse Stine แตกต่างจากโอนีลและโมเมนตัมเทรดเดอร์ส่วนใหญ่(เขาเป็นพวก contrarian ชอบซื้อตอนย่อ หรือ Buy on Dip)

ดังนั้น Stine จึงไม่ได้ซื้อตอนที่ breakout แต่เขาคิดว่าเวลาที่เหมาะที่จะซื้อคือตอนที่:
"นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการความพึงพอใจทันที,
จึงชอบซื้อหุ้นที่กำลังเคลื่อนตัวสูงขึ้น(หรือ breakout หรือเปิด gap)

....กระนั้น,นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดจะชอบสะสมหุ้นเงียบ ๆ ในขณะที่ไม่มีใครจะดูหรือพูดคุยเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้น พวกเขาไม่ตื่นเต้นกับการาฟรายวัน แต่จะโฟกัสไปที่โอกาสที่ดีที่สุด+ความเสี่ยงต่ำที่สุดจากกราฟวีค เขาจะรอให้ราคาเลิกแกว่งตัวแรง-ทำตัวนิ่งๆ พร้อมกันนั้นวอลุ่มก็เบาบางน้อยกว่าสัปดาห์ก่อนหน้านั้น  ช่วงนั้น-มันจะดูเหมือนไม่มีใครจะพูดคุยเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นไปแล้ว คุณอาจจะต้องฝึกความอดทนและรอไปสักสัปดาห์ แต่ว่าคุณจะได้ risk/reward ที่ดีกว่าในสถานการณ์เหล่านี้"

หรือจะสรุปแบบสั้นๆด้วยกราฟ เกี่ยวกับวิธีการเทรดของเขาคือ:
- รอไปอีก 2-3 สัปดาห์หลังจากที่ผลประกอบการเริ่มต้น breakout รอดูมันย่อลงมาทดสอบ gap และ / หรือปริมาณการซื้อขายลดลงต่ำและช่วงการสวิงของราคาแคบมากๆ

- ซื้อที่ราคาต่ำกว่าเส้นแนวโน้ม-ที่มีลักษณะของช่วงราคาแคบและวอลุ่มแบาบางลงกว่าที่ผ่านมามาก
- กัดฟันซื้อที่ "magic line" ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ที่ซึ่งมีความต้องการซื้อจำนวนมากรออยู่ โดยเฉพาะตอนนั้นช่วงราคาแคบและวอลุ่มน้อยกว่าเดิมมากๆ(ในกราฟวีค)
- ซื้อตอนที่แท่งราคาหลุดกรอบล่างของ Bollinger Band
- ซื้อตอนเกิดภาวะ Buy Cry Die


ทำไมเขาถึงให้ความสำคัญกับ magic line อย่างมาก?
โดยให้เหตุผลว่า:
"นอกเหนือจากสถาบันแล้ว, มีนักลงทุนน้อยมากที่รู้ว่าหุ้นส่วนใหญ่จะมี 'magic line' ของตัวเอง พวกเขาไม่ได้ตระหนักว่าในระยะยาวแล้วราคาหุ้นจะเกาะติดเส้นพวกนี้ไปเรื่อยๆ
Magic line มักจะเป็นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 สัปดาห์ (WMA10) แต่มันอาจจะเป็นเส้นอื่นก็ได้แล้วแต่หุ้นตัวนั้นๆ เช่น WMA12, WMA17 , WMA20, WMA30 แล้วแต่คุณจะหามันเจอ เวลาที่เข้าซื้อดีที่สุดคือตอนที่ปริมาณการซื้อขายต่ำ และความผันผวนต่ำ (การแกว่งราคาต่ำ) ที่เกิดในตอนที่ราคาลงมาเจอเส้น magic line นี้แหละ

จากประสบการณ์เขา(ในตลาดหุ้นอเมริกา) พบว่า Superstock ส่วนใหญ่จะพักตัวลงมาแตะเส้น WMA 10 ทุกๆ 10 -12 สัปดาห์ บางตัวอาจจะ sideway รอจนเส้นวิ่งมาหาก็ได้ เมื่อพวกมันแตะเส้น Magic Line แล้วก็จะเริ่มบินอีกครั้ง หุ้นที่ยอดเยี่ยมจะแตะ magic line และทำ new high 4-6 ครั้งก่อนจบรอบ

อย่างไรก็ตาม magic line ของหุ้นแต่ละตัวก็ไม่เหมือนกัน บางตัวก็ลงมาแตะแค่ wma5 หรือลึกหน่อยก็เป็นเส้น 20, 30 ก็ได้ แต่โดยทั่วไปแล้วเส้นที่ดีที่สุดคือเส้นสิบวีค วิธีการที่ดีที่สุดที่จะหาเส้นค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมคือการลองปรับไปเรื่อยๆจนเจอที่ใช่



#จังหวะขายที่เหมาะสม
Stine จริงจังกับจังหวะขายมาก
เขาบอกว่าจุดนี้สำคัญที่สุดในกระบวนการเทรด
"ผมบอกได้เลยว่าการลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้น 
1% มาจากการเลือกหุ้น 
และอีก 99% คือการทนถือ(จัดการกับอารมณ์ตัวเอง)
พูดง่ายๆคือเมื่อ...
1) คุณเลือกหุ้นได้แล้ว
2) รอจนกว่าจะได้จุดซื้อที่เสี่ยงต่ำ
3) จินตนาการว่าคุณจะทำยังไงในอนาคต, จะ นั่งดูอยู่เฉยๆ, ชิลล์ๆ, และกลายเป็นเทรดเดอร์บรรลุธรรม
ดูๆแล้วมันเหมือนง่ายนะ แต่ทำโคตรยาก เพราะการสวิงของราคาที่เกิดในแต่ละวันมันสามารถทำให้คุณเป็นบ้าได้ และส่วนใหญ่ก็จะทนไม่ไหวขายหมุออกไประหว่างทางกันหมด
เขาใช้วิธ๊รับมือแบบ Ed Seykota คือไม่ดูจอ หันไปทำอย่างอื่น ในโลกของการเทรดคือการกระทำนั้นเป็นศัตรูของความสำเร็จ(ยิ่งขยันยิ่งซวยน่ะ - ผมมองอย่างนี้)



แล้วตอนไหนถึงจะเหมาะสำหรับการขายหุ้นล่ะ
Stine ก็คิดคล้ายกับโอนีลคือเชื่อในศักยภาพของเทคนิคอลเพื่อหาสัญญาณขาย โดยไม่ให้ความสำคัญต่อพัฒนาการทางพื้นฐานเลย
กราฟจะบอกคุณเสียงดังฟังชัดมากว่าถึงเวลาขายแล้วนะ(โว้ย)

สัญญาณที่ว่านั้นคืออะไรบ้าง
- หลุดเส้นค่าเฉลี่ย magic line ลงไปแล้ว 7-10 สัปดาห์ แล้วก็ไม่สามารถกลับมายืนเหนือมันได้
- วิ่งขึ้นมาต่อเนื่อง 9 เดือนติด

- ราคาพุ่งโหดต่อเนื่องจนเป็น parabolic
- เปิด gap ทำนิวไฮในกราฟวีค
- ปิดต่ำกว่า magic line ในกราฟวีค

- แท่งราคาในกราฟวีคเขียวยาวมากๆ หลังจากที่มันวิ่งขึ้นมาอย่างยาวนาน

- ราคาซิ่งหนีห่างจากเส้น magic line มาแล้ว 4-5 ครั้ง (หลังจากที่มันวิ่งขึ้นมาอย่างยาวนาน)
-  ช่วงการวิ่งของแท่งราคาในกราฟวีคเยาวมากๆและวอลุ่มก็สูงปรี๊ด โดยราคาจะบิดเหนือหรือใต้เส้น magic line ก็ได้(แต่ถ้าเกิดหลังจากราคาวิ่งนิ่งมานานหรือซึมลงจะชัดมากๆ)

นอกนั้นก็ให้ดูหุ้นตัวอื่นๆในอุตสาหกรรมเดียวกัน และดูว่ามันทะลุเส้นเทรนด์ไลน์กรอบบนหรือด้านบนของโบลิงเจอร์แบนด์

หากชาร์ทแพทเทิร์นแสดงออกว่ามีความเสี่ยงสูงแล้วยังมีสัญญาณการขายที่ชัดเจนด้วย เช่น
มีการเสนอขายหุ้น, กำไรเริ่มลด, การแตกหุ้น, คนวงในขายหุ้นออกจำนวนมาก, มีข่าวออกสื่อหน้าหนึ่ง, คนในโลกออนไลน์โพสต์ชื่นชมหุ้น, บริษัทประกาศขยายกิจการเพิ่ม, การประกาศผลกำไรที่มีความสับสน, ข่าวประชาสัมพันธ์ที่ถูกแพร่แบบกระจัดกระจาย, มีการโฆษณาหุ้น หรือมีการสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆ  ก็ให้รู้ว่านี่เป็นสิ่งยืนยันว่าจบรอบแล้ว ควรขายออกได้แล้ว



(แนะนำเพิ่มเติม ความรู้การเทรดหุ้นของฟรี)
หากต้องการศึกษาวิธีเล่นหุ้น แนะนำให้ไปอ่านบทความฟรี คลิปฟรีที่นี่ก่อนก็ได้
เรียนเล่นหุ้น เรียนเทรด forex จิตวิทยาการเทรด มือใหม่เล่นหุ้น
คลิกลิ้งนี้ครับ https://www.zyo71.com/p/index.html เป็นสารบัญเว็บ zyo71.com นี้แหละครับ


ส่วนนี่เป็น ช่องยูทูป ของผมเอง ดูฟรีเช่นกันครับ
เข้าไปชม คลิกที่ลิ้งนี้ www.youtube.com/channel/UCTDoP5zRI4hRETT_2SSlPag/videos


และนี่เป็นหนังสือเล่มของผมเองครับ


www.facebook.com/zyobooks


และ eBook มีขายที่เว็บ https://www.mebmarket.com/index.php?action=search_book&type=author_name&search=เซียว%20จับอิดนึ้ง&exact_keyword=1&page_no=1
แยกส่วนกันนะครับ ขายคนละเจ้า
ebook หนังสือสอนเล่นหุ้น

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

ใช้ EMA200 กับ EMA50 แยกหุ้นว่าช่วงไหนน่าเล่น ช่วงไหนไม่น่าแล

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

ดูยังไงว่าเป็น Cup with Handle pattern?

คำคม การลงทุนของ พี่โจ ลูกอีสาน