ดอกผลของการทำการบ้าน คือเงินล้านที่รอคุณอยู่

Image
“Tons of homework each night but it pays off with millions in gains when the best stocks setup. Method + homework + patience = huge success” - Dan Zanger พี่แดน แซงเจอร์ บอกว่า.. “การทำการบ้านอย่างหนักทุกคืน จะให้ผลตอบแทนเป็นผลกำไรมหาศาลเป็นล้านๆ เมื่อรวมวิธีการที่พิสูจน์ได้ การบ้าน และความอดทนเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่” . - ทำการบ้าน (Homework): หมายถึงการศึกษาวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลของหุ้นต่างๆ ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามข่าวสาร การวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือปัจจัยพื้นฐาน การสแกนหุ้นที่มีศักยภาพเป็นผู้ชนะในอนาคต การลงรายละเอียดในการวิเคราะห์นี้จะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจตลาดและรู้จักจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าเทรด . - วิธีการที่พิสูจน์แล้วว่าทำเงินได้จริงและทำซ้ำได้ตลอด (Method): การมีระบบหรือกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการเทรดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้คุณไม่หลงลืมแนวทางที่ได้ผลในอดีตและสามารถปรับใช้ได้เมื่อตลาดมีการเปลี่ยนแปลง . - ความอดทน (Patience): การรอคอยและไม่รีบร้อนถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในนักเทรด ความอดทนช่วยให้คุณสามารถทนต่อความผันผวนของตลาดและรอคอยจังหวะที่ดี...

เล่นหุ้นขาดทุนแล้วไงต่อ? นี่คือความต่างระหว่างมือสมัครเล่นกับมือโปร


เล่นหุ้นขาดทุนแล้วไงต่อ? นี่คือความต่างระหว่างมือสมัครเล่นกับมือโปร

มือสมัครเล่น
ยอมรับการขาดทุนได้ยากมาก พวกเขาไม่อยากเทรดแล้วเสียเงินแม้แต่บาทเดียว
เมื่อเกิดการขาดทุนแล้ว พวกเขาจะทำแบบนี้ครับ
๑) เลื่อนระดีบ stop loss ให้ถอยออกไปอีก เพื่อที่จะไม่ต้องขายขาดทุน
(ไม่อยากเสียเงิน ไม่ต้องการยอมรับว่าตัวเองผิด)
๒) ซื้อถัวเฉลี่ย เพราะมีการหลอกตัวเองว่าได้หุ้นราคาถูกลง
ถ้าหากราคาวิ่งขึ้นไป เขาจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม ได้กำไรมากขึ้น
(เป็นการไม่ยอมรับว่าตัวเองคิดผิด เพราะไม่อยากแพ้ ไม่อยากเสียเงิน)
๓) เลิกใช้ stop loss ไปเลย โดยมีข้ออ้างว่า "ขายทำไม เดี๋ยวก็เด้ง"
หรือ "ไม่เป็นไร มันเป็นหุ้นดี มีปันผล"

พวกนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายครับ

ถ้าหากไม่ยอมตัดขาดทุนแต่เนิ่น ๆ หากตลาด หรือ SET เกิดการ panic
ก็จะทำให้ราคาหุ้นตัวนั้นร่วงแรงได้ และถ้าหากหุ้นตัวนั้นเป็นขาลงไปแล้วด้วย
การร่วงจะรุนแรงกว่าที่ผ่านมา
เพราะว่าคนที่ถือหุ้นตัวนั้นเกิดความกลัวมากกว่าปกติ
ทำให้ตัดใจขายหุ้นออกได้อย่างรวดเร็วหากเกิดการกระตุ้นจากความตื่นตระหนก
ซ้ำร้ายนะ หากมีการใช้มาร์จิน ด้วยล่ะก็ โดน force sell ให้เสียหายหนักแน่นอน


มือโปร
พวกเขาจะมีหลักการแบบนี้ครับ
๑) การเทรดแค่ครั้งเดียว และผลที่เลวร้าย(ขาดทุน)ของมันไม่ได้มีผลกระทบต่อภาพใหญ่
การตัดขาดทุนในระดับที่ยังไม่เสียหายมาก ถือเป็นเรื่องสมควร
๒) การตั้งระดับ stop loss มัเกิดจากความตั้งใจที่จะออกจากหุ้นตัวนั้น
เพราะราคาหุ้นทำตัวไม่น่าไว้ใจแก่เขา หรือบอกว่าเขาเดาการเคลื่อนไหวของราคาผิดไป
(เขายอมรับผลการเคลื่อนไหวของตลาดโดยไม่มีการอิดเอื้อน)

มือโปรเขารู้ว่าผลการเทรดแค่ครั้งเดียวมันไม่มีผลต่อสถานะการเทรดของเขาเลยแม้แต่น้อย
การแพ้ในสนามรบคือส่วนหนึ่งของสงคราม ต้องยอมรับมัน
และตัดความเสียหายเล็กๆน้อย ออกไปให้ไวที่สุด จะได้มุ่งหน้าไปทำงานใหญ่ได้

มืออาชีพรู้ตรงกัน ไม่ว่าเขาจะเทรดชนะหนือแพ้ในแต่ละครั้งนั้น มันไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย
เนื่องจากต่อไปเขาต้องเทรดหุ้น 100, หรือ 500, กระทั่ง 1000 ตัว
เพราะเขามองการเทรดเป็นเกมระยะยาว
ตราบใดที่ผลการเทรดโดยรวมมันทำกำไรใหเแก่เขา แค่นั้นก็พอใจ
เนื่องจากเขารู้ดีว่าระหว่างทางของการเทรดไม่ราบรื่น
เขาจะต้องเจอการขาดทุนโดยตลอด
ดังนั้นเมื่อเจอการขาดทุนก็ยอมรับมัน เนื่องจากเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการ
สิ่งที่ทำก็ง่าย ๆคือ เขี่ยให้มันพ้นทาง เพื่อที่จะทำให้ทางเดินสะดวกขึ้นเท่านั้นเอง

เมื่อคิดว่าการขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของการเทรด
การตัดขาดทุนจึงเป็นอะไรที่เขา happy
และทำตามระบบไปแบบไม่ต้องคิดมาก
เนื่องจากเป้าหมายของพวกเขาคือการทำเงิน ไม่ใช่เป็นคนที่ถูกตลอดเวลา

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมบทความที่เกี่ยวกับ Gap หุ้น & ทฤษฎี Gap หุ้น

เบสิก Swing Trade แบบ Buy on Dip สไตล์ Gil Morales

วิธีทำลายพอร์ต : เปลี่ยนแนวทางจาก Trader เป็น Invester (วีไอจำเป็น)

สรุป 8 Keys to Superperformance with Mark Minervini and David Ryan

VCP (Volatility Contraction Pattern) และรูปแบบที่คล้ายกัน

Oliver Kell: วงจรของการเคลื่อนไหวของราคา (Cycle of Price Action)

Mark Ritchie II มองหุ้นราคาถูก (Low-priced stocks) อย่างไร?