มาเปลี่ยนเลนเป็นมหาเศรษฐีกันเถอะ

สรุปโดย เซียว จับอิดนึ้ง facebook.com/zyoit


เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี (The Millionaire Fastlane) เป็นอีกหนังสือเสียงที่ผมฟังแล้วรู้สึกจี๊ดมากๆ
ไอเดียของเขากระฉูดมากๆครับ ฟังแล้วพลุ่งพล่านเลย

ผมมีคลิปจาก 2 แหล่งครับ
อันแรกจะเป็นรีวิว และสรุปใจความแบบกว้างๆ ชวนให้ไปอ่านต่อเพิ่มเติมกันเอง

ผู้เขียนแบ่งประเภทของคนในโลกนี้ เป็น 3 พวก
Sidewalk(คนเดินเท้า) โอกาสที่จะประสบความสำเร็จทางการเงิน "ริบหรี่ + น้อยมาก" มีนิสัยดังนี้
๑. ไม่สนใจหารายได้
๒. มีเงินเท่าไหร่ ใช้หมดไม่เหลือ แถมยังเป็นหนี้บัตรเครติดบานตะไท
๓. อยากเป็นคนดูรวย ดูดีกว่า ในสายตาคนอื่น โดยไม่สนตังค์ในกระเป๋าของตัวเอง
๔. รอความช่วยเหลืออย่างเดียว ไม่มีตังค์ รายได้หาย ก็หาความช่วยเหลือ โทษทุกอย่าง เศรษฐกิจ รัฐบาล เพื่อนร่วมงาน บริษัท แต่มีสิ่งเดียวคือ "ไม่ยอมโทษตัวเอง"
๕. มีความรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเองต่ำมาก ไม่มีการวางแผนอนาคต ชอบพูดว่าชีวิตเราไม่แน่นอน จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ใช้เงินให้หมดไปดีกว่า

ถัดมาคือพวก Slowlane(คนเลนช้า) จะดีกว่าระดับแรกอีกนิด ตรงที่มีความรับผิดชอบทางการเงิน รู้จักการลงทุน รู้จักอดออม รู้จักการวางแผนชีวิต
กระนั้นก็มีจุดอ่อนคือจะต้องภาวนาให้บริษัทมั่นคง ให้เศรษฐกิจมั่นคง ให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
ตั้งใจทำงาน อดออม ประหยัด เก็บเงิน ลงทุน สร้างรายได้ แล้วก็ไปรวยเอาตอนแก่ 40-50-60 ซึ่งเขาบอกว่ามันใช้เวลานานเกินไป แล้วหากสิ่งที่พวกเขาคาดไว้มันไม่เป็นตามแผนก็ซวยไปสิ คือเขาไม่สามารถควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้ จึงต้องเฝ้าภาวนาให้ทุกอย่างเรียบร้อย

สุดท้าย Fastlane(คนเลนด่วน) เป็นพวกที่ให้ราคากับเวลาสูงกว่าเงิน สร้างต้นไม้ที่ผลิตเงินได้เอง โดยไม่ต้องเอาเวลาของตัวเองไปเฝ้า ถ้าคุณต้องการอยู่ในเลนนี้ คุณต้องสร้างธุรกิจอะไรสักอย่างที่มันเป็นระบบ โดยตุณต้องไม่ไปเฝ้าแต่มันจะออกอดอกออกผลให้คุณได้เอง
โดยผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นๆ มันจะต้องส่ง effect ให้กับคนมหาศาล ให้มันมีค่าทวีคูณ กระนั้นก็ไม่ใช่ MLM ที่คุณเป็นดาวน์ไลน์ด้วยนะ(คุณต้องเป็นเจ้าของกิจการเท่านั้น)
สิ่งนั้นต้องขายวันนึงๆ ให้กับคนเป็นร้อยเป็นพันคน หรืออาจจะกำไรน้อยแต่จำนวนมากก็ได้
สิ่งที่จะทำให้กลไกแบบนี้ดำเนินได้ ก็คือระบบอัตโนมัตินั่นเอง
ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหน ระบบนั้นก็สามารถทำเงินให้คุณได้ตลอด
ตัวอย่างบุคคลที่อยู่ในเลนนี้คือ เจ. เค โรลลิ่ง ผู้เขียนหนังสือ แฮรี่ พอตเตอร์


หนังสือเสียงหล่อ
ส่วนอีกชุดจะเป็น Playlist ที่มีคนอ่านให้ฟังแบบละเอียด หน้าต่อหน้า บทต่อบท

คุณ โค้ชนัท รักการเทรด จะอัพเสียงอ่านให้เราเสพทุกวันครับ วันละตอน
บอกไว้ก่อนว่า ทั้งเล่มจะมี 45 ตอนครับ หนามาก ถ้าใครขี้เกียจอ่าน ฟังดีกว่าครับ เรื่อยๆ

ผมจะขอคัดบทประทับใจ นะ เพราะชอบมากก็เลยทำโน๊ตไว้เสียเลย จะได้จำติดหัว
เริ่มต้น ตอนที่ 9 ความมั่งคั่งต้องการสำนึกรับผิดชอบ

โดยบทนี้จะยกตัวอย่างให้เห็นข้อเสียของการ "ศรัทธาในคนอื่น" ที่นักโบกรถ หรือคนเดินเท้าชอบทำกัน นอกจากนั้นพวกเขายังชอบโทษคนอื่น

กฎของการเป็นเหยื่อ = คุณไม่สามารถเป็นเหยื่อได้ถ้าคุณไม่ปล่อยอำนาจให้คนอื่นสามารถทำให้คุณตกเป็นเหยื่อได้ เมื่อคุณมอบอำนาจควบคุมไปให้คนอื่น มันก็เหมือนกับคุณเป็นนักโบกรถ ที่ไม่มีเข็มขัดนิรภัย ที่ไม่รู้ว่าเจ้าของรถที่คุณโบกนั้นเป็นคนดีหรือคนร้าย อันอาจจะทำมีความสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นเหยื่อนั่นเอง

คนที่ไม่รับผิดชอบ มักจะเป็นเหยื่อ เพราะมองว่าคนอื่น(ที่ไม่ใช่ตัวเขา)คือต้นตอของปัญหา และโยนความรับผิดชอบไปให้คนอื่น ทั้งที่ความจริงแล้วมันก็ไม่มีใครบังคับหรือเอาปืนมาจี้พวกเขาให้ทำเลย ทั้งหมดทั้งหลายคือพวกเขาไร้ความสามารถ ขาดความรอบคอบ ไม่คิดยกระดับตัวเอง เมื่อมีระดับสติปัญญาแค่นั้น ก็ต้องตกเป็นเหยื่อของการถูกเอาเปรียบ และตกเป็นเหยื่อจากการกระทำของตัวเองเป็นธรรมดา

สำนึกรับผิดชอบ คือ การรู้สึกผิดกับผลลัพธ์ของการกระทำและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมถ้าจำเป็นเพื่อป้องกันผลลัพธ์นั้นอีก คนเราต้องคิดก่อนทำ เป็นเจ้าของทางเลือกก่อนตัดสินใจ คนเราทำผิดพลาดได้ แต่คุณต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น นั่นคือ สำนึกรับผิดชอบ

เหยื่อ = การขาดสำนึกรับผิดชอบ

รับความผิดพลาด รับความล้มเหลว = ชัยชนะของคุณ

ก่อนจะโทษคนอื่น ควรนั่งทบทวน นึกสะท้อนทางเลือกของตัวคุณเองอีกครั้ง
คุณอยู่ตรงนี้ เพราะคุณพาตัวเองมาอยู่ตรงนี้เองไม่ใช่หรือ? 
คุณทำอะไรผิดพลาดในกระบวนการหรือเปล่า? 
คุณขี้เกียจหรือเปล่า?
สถานการณ์แย่ๆ เกิดจากทางเลือกที่แย่

เมื่อคุณเป็นเจ้าของการตัดสินใจ บางอย่างที่มหัศจรรย์จะเกิดขึ้น



ตอนที่ 8 ไอ้ตัวแสบที่โชคดี ก็ให้ข้อคิดที่จี๊ดเช่นกัน

ว่าด้วยเรื่อง "ไอ้ตัวแสบที่โชคดี"
จะว่าไปแล้ว นี่เป็นคำที่ คนเดินถนนหรือพวกขี้แพ้มักจะแปะป้ายให้กับคนที่มีดีกว่าตนเอง ว่ามีโชคเสมอ
เนื่องจากพวกเขามักจะให้ความสำคัญกับ เหตุการณ์ มากกว่า กระบวนการ นั่นเอง

กระบวนการ กับ เหตุการณ์
โชค คือ ผลลัพธ์ของ กระบวนการ ที่ซึ่งคุณต้องออกไปทำอะไรสักอย่างที่ "ถูกที่และถูกเวลา"
โชคคล้ายกับความมั่งคั่งตรงที่มันไม่ใช่เหตุการณ์ แต่เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการ โชคคือสิ่งที่เหลือจากกระบวนการนั่นเอง

คนเดินเท้าหรือคนขี้แพ้ ชอบเหตุการณ์มากกว่ากระบวนการ ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ พวกเขาอยากจะรวยด้วยการถูกหวย มากกว่ารวยเพราะสร้างตัวจากการเป็นเจ้าของธุรกิจ

เขาให้ความสำคัญกับ เหตุการณ์ มากกว่า กระบวนการ นั่นเอง

คนมักเข้าใจว่า นักเล่นโป๊กเกอร์ที่ประสบความสำเร็จนั้น มีโชค
ทั้งที่จริงแล้วมันเกิดจากการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และศึกษาจิตวิทยาของผู้เล่น
นักเล่นโป๊กเกอร์ที่เก่งที่สุดในโลกคือนักสถิติ และนักจิตวิทยามนุษย์ชั้นยอด

แล้วโชคอยู่ตรงไหน?
โชคมีส่วนแน่นอน แต่มันเป็นส่วนน้อย ความสามารถของผู้เล่นต่างหากที่ดูดเงินจากผู้แพ้ส่วนใหญ่

เพื่อรับรู้โชค ตุณต้องดำเนินกระบวนการที่มีความน่าจะเป็นที่ดีกว่า
โชคเกิดขึ้นเมื่อคุณเริ่มเล่น เมื่อชีวิตถูกเล่นเพื่อชนะ โชคย่อมเผยตัวออกมา

ยิ่งทำงานมาก ยิ่งโชคดี
เงินล้านที่หามาได้เอง ย่อมเกิดจากโชคที่หามาได้เอง

ความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องของโชค แต่เป็นกระบวนการเพิ่มความน่าจะเป็น
คุณเองเท่านั้นที่จะมอบความมั่งคั่งให้กับตัวคุณเองอย่างแท้จริง



ตอนที่ 16 ทางลัดสู่ความมั่งคั่ง ถือเป็นการแย้มความลับของคนเลนด่วนบางอย่าง

เลนด่วน คือ แผนธุรกิจ และรูปแบบการใช้ชีวิตที่ถูกกำหนดคุณลักษณะ โดย พลังทวีไร้ขีดจำกัดที่จัดการได้ (CUL) ซึ่งก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่จะก่อให้เกิดความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว
จะอยู่เลนด่วน ต้องมีองค์ประกอบ 4 อย่าง ดังนี้
1. พลังทวีไร้ขีดจำกัดที่บริหารจัดการได้ (CUL)
2. ธุรกิจที่จะเปิดโอกาสเข้าไปสู่เลนด่วน อันจะสร้างความมั่งคั่งให้ในเวลาต่อมา
3. รูปแบบการใช้ชีวิตการกระทำต่างๆที่ทำให้เกิดความเชื่อและลักษณะนิสัย
4. การสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น คนที่จะทำให้สำเร็จได้ จึงต้องเสียสละเวลาและใช้ความทุ่มเทอย่างหนักเป็นเวลาหลายปีเลยล่ะ
แต่เมื่อผลของมันออกมาแล้วก็จะกลายเป็นเครื่องจักรทำเงินให้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย

หลักคิดของคนบนเลนด่วน
1. หนี้สินมีประโยชน์ มันช่วยให้สร้างและพัฒนาระบบได้
2. เวลาเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดของฉันา มากกว่าเงินเสียอีก
3. ไม่หยุดเรียนรู้ การต่อยอดทางความรู้เป็นสิ่งสำคัญ
4. เงินอยู่ในทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง และมันมีมากมายมหาศาล เงินสะท้อนคุณค่าที่เราสร้าง
5. มีรายได้หลักจากธุรกิจและลงทุน
6. ตัวเร่งจากความมั่งคั่ง ที่สร้างจากความว่างเปล่า ให้เป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าตามความต้องการของตลาด นอกจากนี้ยังครอบครองของเก่าและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกด้วย
7. สร้างธุรกิจเพื่อกระแสเงินสดและมูลค่าทางทรัพย์สิน
8. ความมั่งคั่ง = กำไรสุทธิ + มูลค่าทรัพย์สิน
9. กลยุทธ์ ยิ่งให้ความช่วยเหลือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรวยเวลา เงินทอง และเติมเต็มความตั้งใจ
10. จุดหมายปลายทางคือมีรายได้ตลอดชีพโดยไม่ต้องทำงาน ไม่ว่าจะมาจากการทำงานหรือลงทุน
11. ชีวิตคือสิ่งที่เราสร้าง แผนการเงินคือความรับผิดชอบของฉันโดยสิ้นเชิง และฉันจะเป็นผู้เลือกว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างไร
12. ความฝของฉันมีคุณค่าที่จะไล่ตาม ไม่ว่ามันจะอยู่ไกลแค่ไหน และฉันก็เข้าใจว่าความฝันเหล่านั้นมันต้องใช้เงินเพื่อทำให้มันเป็นจริง

แผนทางสู่เลนด่วน
- ปัจจัยต่างๆที่รัดกุมและปราศจากเงื่อนไขของเวลา
- พลังทวีอันจำกัดและไม่สามารถควบคุมได้(ULL) ถูกแทนที่ด้วยพลังทวีไร้ขีดจำกัดที่บริหารจัดการได้(CUL)
เมื่อใช้อย่างถูกต้องแผนทางนั้นจะนำไปสู่ถนนสายด่วนสู่ความมั่งคั่งโดยการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดของกำไรหรือมูลค่าทรัพย์สินหรือทั้งสองอย่าง
ความมั่งคั่งแบบก้าวกระโดดนี้ย่นระยะเวลาไปสู่เป้าหมายเพราะเงื่อนไขเวลาถูกกำจัดออกไป

ตัวอย่างของผู้ประสบความสำเร็จ
1. นักประดิษฐ์สร้างเครื่องมอและขายให้กับผู้จำหน่ายค้าส่งรายใหญ่ 15 รายไป นับล้านชิ้น
2. ชายผู้สร้าง application สำหรับมือถือแล้วขายไปในราคาสูงถึง 5 หมื่นเท่า
3. ชายหนุ่มผู้คิดค้นขนมขบเคี้ยวให้พลังงานแก้หิวและได้รับติดต่อซื้อกิจการในราคา 192 ล้านเหรียญ
4. ชายหนุ่มผู้สร้างบล็อกแล้วขายให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ไปในราคา 4 ล้านเหรียญในอีก 3 ปีให้หลัง
5. หญิงผู้คิดค้นไม้ถูพื้นและขายบนเว็บขายของออนไลน์ไปแล้ว 5 แสนชิ้น
6. เด็กวัยรุ่นผู้คิดค้นเว็บไซต์ที่ทำกำไรได้เดือนละ 7 หมื่นเหรียญแล้วขายไปในราคานับล้านเหรียญ
7. ชายหนุ่มจดสิทธิบัตรกระบวนการผลิตสินค้าและขายลิขสิทธิ์ให้กับนิตยสาร Fortune500 และยังทำเงินต่อเนื่องถึง 14 ล้านเหรียญ
8. ชายหนุ่มผู้สร้างเว็บไซต์เพื่อช่วยฟังการแข่งขันบาสเก็ตบอลทีมโปนดของเขา แล้วขายไปในราคา 5,500 ล้านเหรียญ
9. แพทย์ผู้ทำวิจัยการชะลอความแก่ แล้วขายให้บริษัทยาไปในราคา 700 ล้านเหรียญ
10. นักเขียนที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อมดหนุ่มจนได้เป็นมหาเศรษฐี
11. หญิงสาวผู้ประดิษฐ์ชุดชั้นในต้านแรงโน้มถ่วง และขายไปได้แล้วถึง 20 ล้านตัว
12. นักการตลาดออนไลน์ที่มีรายได้จากการโฆษณามาถึงเดือนละ 1 แสน 5 หมื่นเหรียญ
13. นักการตลาดโฆษณาที่เอาสินค้ามาปรับปรุงใหม่แล้วขายในราคา 4 ล้านเหรียญ
14. ชายผู้ผลิตเครื่องดื่มให้พลังงานดับกระหายแล้วขายให้บริษัทแห่งหนึ่งในราคาสูงถึง 530 ล้านเหรียญ
ยังมีอีกมากมาย หากลองค้นดูทางออนไลน์

ทางด่วนสู่ความมั่งคั่งคือการปรับกระบวนการสร้างความมั่งคั่งให้มีรูปแบบเหมือนอุตสาหกรรม สร้างระบบขึ้นมาเหมือนบรรพบุรุษของเราสร้างระบบการผลิต


ตอนที่ 17 ย้ายทีมและเปลี่ยนคู่มือเล่นซะ เริ่มเข้มเข้น เพราะเข้าสู่โหมดวิธีการเป็นคนเลนด่วนแล้ว

ถ้าอยากอยู่เลนด่วน เขาให้เปลี่ยนข้าง จาก ผู้บริโภค ไปเป็น ผู้ผลิต ซะ
เพราะโลกนี้ ผู้ผลิต สามารถสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น จากการขาย ทำให้เขาสามารถเป็นคนเลนด่วนได้
ฝั่งผู้บริโภคนั้น จะต้องเป็น คนจ่ายเงินออกไปเสมอ นี่คือเหตุผลทำไม พวกนี้จึงเป็น คนเลนช้า

ผู้ผลิต = คนกลุ่มน้อย = ผู้ชนะ  = คนเลนด่วน
ผู้บริโภค = คนส่วนใหญ่ = ผู้แพ้  = คนเลนช้า, คนเดินทางเท้า

ถ้าอยากชนะ ให้เป็นผู้ผลิตก่อน แล้วค่อยเป็นผ้บริโภค

แทนที่คุณจะเป็นคนซื้อสินค้าที่อยู่ในทีวี ก็เปลี่ยนมาเป็นคนขายสินค้า
แทนที่จะขุดทอง คุณก็ ขายพลั่ว หรือเครื่องมือขุด
แทนที่จะไปเรียน จงเป็นคนสอน
แทนที่จะทำงานประจำ ก็เป็นคนจ้างงาน

ปลดแอกจากการเป็นผู้บริโภค ย้ายข้างไปเป็นผู้ผลิตซะ

วิธีการปรับมุมมองให้รู้ทันผู้ผลิต
ให้ใช้เวลาศึกษาข้อมูลของสินค้านั้นๆอย่างละเอียด
อาทิเช่น ถ้าเราเห็นโฆษณาสินค้าชิ้นหนึ่งในทีวี ก็ให้ลองตั้งคำถามดูว่า
- บริษัทนี้ทำเงินอย่างไร
- ความตั้งใจของข้อความนี้คืออะไรกันแน่
- มีกระบวนการทางธุรกิจอะไรบ้างที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการชิ้นนี้
- บริษัทนี้มีกำไรมั้ย
- แผนรายได้คืออะไร
- และสินค้านี้ ผลิตใน หรือต่างประเทศ

สมการความมั่งคั่งบนเลนด่วน
ความมั่งคั่ง = กำไร + มูลค่าทางธุรกิจ

การเขียนหนังสือ = เปลี่ยนจากตัวคน ให้กลายเป็นทรัพย์สินทางธุรกิจ
สมมุติใช้เวลาเขียน 1 พันชั่วโมง ขายได้ 1 แสนเล่ม กำไรเล่มละ 5 เหรียญ = 500 เหรียญต่อชั่วโมง
ยิ่งขายได้มากขึ้น ผลตอบแทนต่อเวลาก็จะยิ่งทวีมากขึ้น เพราะเลยจุดคุ้มทุนไปแล้ว ก็รับกำไรเนื้อๆ

ถ้าเวลาของคุณสร้างเงินให้คุณได้ = คุณรวยได้ และรวยมากด้วย
นีคือระบบที่สร้างพลังทวีแบบไร้ขีดจำกัด การรวยเร็วจึงเป็นไปได้


บทที่ 18 คนรวย เขาทำกันยังไง มีแต่คนที่ยอมเสี่ยงออกไปไกลกว่าที่เคยเท่านั้นที่จะสามารถบอกว่าเค้าไปได้ไกลแค่ไหน

ถ้าอยากรวยเร็วตั้งแต่อายุน้อยๆ คุณต้องตีโจทย์รวยเร็วให้แตก

สูตรคือ

ความมั่งคั่ง = กำไรสุทธิ + มูลค่าทางทรัพย์สิน

1. กำไรสุทธิ = จำนวนหน่วยที่ขาย x กำไรต่อหน่วย
เจ้าของธุรกิจทุกรายใช้พลังทวีจากสมการนี้ โดยที่ จำนวนหน่วยที่ขาย x กำไรต่อหน่วย เป็นตัวกำหนดกำไรสุทธิ
ยกตัวอย่างบริษัทอินเตอร์เน็ทของผู้เขียน
กำไรต่อหน่วย 4 เหรียญต่อ 1 ของการเข้าชม โดยการเข้าชมคือจำนวนคนที่เข้าชมเนื้อหาในเว็บไซต์แล้วทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้จากการเข้าชมนั้นๆ ในวันปกติจะมีคนเข้าชม 12,000 คน
วิธีการเพิ่มรายได้ มีดังนี้
1. เพิ่มยอดขายด้วยการเพิ่มอัตราการสร้างรายได้ ยอดเพิ่มแค่ 1% รายได้ก็พุ่งแล้ว
2. เพิ่มยอดขายด้วยการเพิ่มจำนวนการเข้าชม
3. เพิ่มกำไรต่อหน่วย

อีกตัวอย่าง คือหนังสือ The Millionaire Fastlane เล่มนี้
เพราะในโลกนี้มีคนที่สนใจอยากรู้เคล็ดลับการเกษียณรวย และมีอิสรภาพทางการเงิน จำนวนมหาศาล
ดังนั้นถ้าอยากจะรวยแบบเลนด่วน คุณต้องทำธุรกิจที่มีศักยภาพในด้านพลังทวี และมีระดับความเร็วสูง

2. มูลค่าทรัพย์สิน  คือค่าของทรัพย์สินใดๆที่คุณถือครองและมีมูลค่าทางการตลาด
คนเดินทางเท้ามักจะซื้อสินค้าที่เสื่อมมูลค่าไปตามกาลเวลา รถยนต์ เรือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้าแบรนด์
พวกเลนด่วน ซื้อ และขายทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจ ผลิตภัณฑ์สร้างชื่อ กระแสเงินสด พันธบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ นวัตกรรม สิทธิบัตร และอสังหาริมทรัพย์
พลังของมูลค่าทรัพย์สิน ขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณในการบริหารจัดการตัวแปรด้วยรูปแบบที่ไร้ขีดจำกัด เบโตอย่างก้าวกระโดดและขับเคลื่อนด้วยความต้องการของลูกค้า
เร่งความมั่งคั่ง ด้วยมูลค่าทางทรัพย์สินและขายสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่านั้นออกสู่ตลาด

มูลค่าทรัพย์สิน  = กำไรสุทธิ x ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมก็คล้ายค่า PE ในตลาดหุ้นที่คนในวงการให้เป็นมาตรฐานไว้
ยิ่งธุรกิจของคุณมีกำไรสุทธิมากท่าไหร่ มูลค่าทรัพย์สินจะโตเป็นเท่าตัวของค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่การซื้อขายกิจการในบ้านเราหรือต่างประเทศถึงมีราคาสูงลิ่ว ใครที่สร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการดีๆ ติดตลาดในวงกว้าง จึงมีแต่รวยกับรวย เป็นมหาเศรษฐีไปในไม่กี่ปี

ตัวอย่างคืออดีตวิศวกร ลาออกมาตังบริษัทผลิตอุปกรณ์การแพทย์ โดยประเมินว่าตลาดทั้งหมด(ผู้ซื้อที่มีกำลัง) มี 16 ล้าน ตัวเพิ่มค่าเฉลี่ยของธุรกิจมากกว่า 17 นั่นหมายความว่าภายในในการเร่งสร้างความมั่งคั่ง เขาสามารถเร่งได้ที่ 17 เป็นฐาน หรือ 1,700%
เมื่อสร้างธุรกิจจนมีกำไรอย่างน่าพอใจแล้ว ทางเลือกความั่งคั่งของเขามีดังนี้
1. เพิ่มรายได้สุทธิ โดยรายได้จะกำหนดโดยจำนวนอุปกรณ์ที่ขายได้ คือ 16 ล้านชิ้น
2. เพิ่มมูลค่าทรัพย์สินด้วยตัวเร่งความมั่งคั่งอัตรา 1,700%
3. ขายทรัพย์สิน เปลี่ยนตัวเลขในรายการให้เป็นเงินจริงๆ

อีกเคสที่น่าสนใจคือผู้เขียนซื้อธุรกิจที่สร้างมาแล้วประมาณ 2 แสนเหรียญ มาปรับปรุงเพิ่มมูลค่าโดยการขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้นอีก 30% ลดค่าใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงกำไร ควบคุมการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และสร้างรายได้สุทธิเพิ่ม ส่งผลให้รายได้สุทธิเพิ่มมหาศาล จึงประกาศขายออกได้กำไรหลายล้านเหรียญ
บนเลนด่วน ตัวเร่งความมั่งคั่งของคุณ ขึ้นอยู่กับการซื้อสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่าได้ สร้างมูลค่าเพิ่มลงไป บริหารจัดการตัวแปรต่างๆ แล้วก็ขายยยยย

บทที่ 19 แยกขาดความมั่งคั่งจากเวลา

คนเลนช้าใช้เวลาแลกเงิน หากขาดงานก็จะไม่ได้เงิน เมื่อถึงเวลาหนึ่งก็จะถูกเลิกจ้าง
สิ่งที่อยู่เหนือพวกเขาเหล่านั้น ต่างควบคุมไม่ได้ทั้งนั้น
คุณไม่อาจควบคุมเจ้านาย คุณไม่อาจควบคุมตลาดหุ้นได้ ฯลฯ
เมื่อยังมีสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ค้ำหัวอยู่ คอยขัดแย้งการเพิ่มรายได้ของคุณ โอกาสรวยเร็วนั้น ยากมาก

แต่คนเลนด่วนจะมีเวลาเป็นลูกจ้าง คอยทำงานสร้างเงินให้ทุกวินาทีไม่มีเหนื่อย ไม่พักไม่บ่น
ถ้าคุณมีรายได้จากทรัพย์สินที่เกินความต้องการและครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตรวมถึงภาษีคุณก็เกษียณได้
จุดประสงค์ของช่องทางพิเศษคือสร้างระบบธุรกิจที่เป็นอิสระต่อเงื่อนไขเวลาและอยู่นอกเหนือเวลาของคุณด้วย
เมื่อคุณมีเวลาเป็นลูกจ้างที่คอยทำเงินให้ตลอดเวลา คุณก็จะรวย
และถ้าคุณรวย การเกษียณนั้นเกิดขึ้นตอนอายุเท่าไหร่ก็ได้

ปลดเงื่อนเวลา ด้วยการสร้างต้นไม้แห่งเงิน
เงินโตมาจากต้นไม้ ถ้าคุณเป็นเจ้าของต้นไม้เงิน ผลผลิตจากต้นไม้เงิน คือกระแสรายได้จากทรัพย์สิน และคุณจะเป็นเจ้าของมันได้ ถ้ารู้ว่าจะไปหาเมล็ดพันธุ์มาจากไหน

เมล็ดพันธุ์ต้นเงินมีที่มา 5 แนวทาง ได้แก่
1) ระบบค่าเช่า(ลงแรงน้อยสุด) เช่น อสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่า, ลิขสิทธิ์(ภาพ,การ์ตูน) และสิทธิบัตร
2) ระบบคอมพิวเตอร์-อินเตอร์เน็ท(ลงแรงมากกว่า) เช่น ธุรกิจเว็บไซต์, ซอฟต์แวร์, แอพพลิเคชั่น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอินเตอร์เน็ททำให้เกิดมหาเศรษฐีมากกว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมารวมกันเสียอีก อินเตอร์เน็ทคือลูกจ้างที่ซื่อสตย์ที่สุดพวกมันทำงานให้เราวันละ 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ไม่เคยบ่น ไม่เคยนินทาเพื่อนร่วมงาน ไม่เคยมาสาย ไม่เคยขอขึ้นเงินเดือน ที่สำคัญคือมันมีพลังทวีอย่างชัดเจน เวลาคุณเป็นเจ้าของเว็บ คุณสามารถเข้าถึงคนเป็นล้านๆ ถือเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีสุดในตอนนี้ นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ก็เป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีพลังทวีอย่างโดดเด้งไม่แพ้กัน บิล เกตส์, มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก คือตัวอย่างที่เราเห็นง่ายที่สุด เพราะซอฟต์แวร์นั้นผ่านการลงทุนหนักครั้งเดียว จากนั้นก็ทำซ้ำเป็นล้านๆครั้งก็ได้ ยิ่งขายได้เยอะก็ยิ่งรวยโคตร แอพพลิเคชั่นนี่ก็ไม่ต่างกัน
3) ระบบเนื้อหาข้อมูล เช่น การเขียนหนังสือถ้าขายดีจะพิมพ์ซ้ำเป็นล้านเล่มก็ได้ บล็อกและนิตยสาร
4) ระบบช่องทางกระจายสินค้า เช่น แฟรนไชส์ เชนร้านค้า ธุรกิจเครือข่าย และโฆษณาขายของทางทีวี
5) ระบบทรัพยากรบุคคล เช่น เว็บอเมซอน

บทที่ 20 ใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้น

ดอกเบี้ยทบต้นจะมีส่วนต่อยอดความมั่งคั่งได้ หากคุณมีเงินต้นเยอะๆ
ยิ่งเยอะเท่าไหร่มันจะสร้างลูกหลานออกมามหาศาลเท่านั้น
มันจะทำเงินให้คุณใช้ทุกเดือนอย่างสบายเลย
ถ้าเราสามารถสร้างเงินล้านได้จากระบบต้นเมล็ดพันธุ์จากบทที่แล้วมาได้แล้ว ให้เอาเงินนั้นไปปล่อยกู้ ซื้อพันธบัตร หรือแม้แต่ซื้อหุ้นปันผลดี เพื่อให้มันงอกเงยและสร้างกระแสเงินสดให้เราได้อีกต่อ
ใครมีเงินต้นน้อย จะต้องรอนานกว่าจะมีกระแสเงินสดที่พอเพียง เพราะการทบต้นต้องใช้เวลา
แต่ยิ่งมีเงินต้นเยอะเท่าไหร่ ก็ไม่ต้องพึ่งพาเวลาอีกต่อไป

บทที่ 21 กฎแห่งแรงกระทำ

บทนี้โจมตีกฎแห่งแรงดึงดูดแบบตรงๆเลย
จักรวาลไม่เคยให้ความร่ำรวยแก่คุณหรอก ถ้าคุณไม่ลงมือทำ
ความคิดแบบฝันกลางวันไม่เคยทำให้คุณรวย คุณต้องเอาไปเวิร์คต่อ จนสิ่งนั้นมันเป็นตัวตน และทำให้คนส่วนใหญ่ชอบและต้องการมันอย่างมากต่างหาก

ดังนั้น คนอ่านหนังสือพวกกฎแห่งแรงดึงดูด น้อยคนนักจะรวย
มันเป็นแค่ ทฤษฎี(มีถูกบ้างผิดบ้าง) ไม่ใช่ กฎ(มันเป็นจริง 100% ตลอดเวลา)
แต่คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขาย รวยโคตร
เพราะไปเจาะจุดอ่อนของ Mass ได้ว่า มีวิธีหนึ่งที่คนขี้เกียจสามารถรวยได้ ซื้อมาอ่านสิ
ความง่าย มักขายได้เสมอ เหมือนกับเรื่อง sex นั่นแหละ

กระนั้น คุณต้องมีความเชื่อว่าจะทำได้ เป็นทุนนะ ถ้าไม่เชื่อ ก็ไปต่อไม่ได้อยู่ดี
แต่สิ่งที่จำเป็นต่อจากความเชื่อคือ ความบากบั่นทำสิ่งที่คุณศรัทธาในหัวให้กลายเป็นจริง
ใครๆก็มีความเชื่อได้ แต่จะมีสักกี่คนที่ไม่กลัวความลำบาก

ความเชื่อแบบไหนที่ทำเงินให้ และคุ้มค่าต่อความบากบั่นล่ะ
สิ่งที่คุณจะทำนั้น มันต้องส่งผลกระทบต่อคนนับล้าน เพื่อทำเงินล้าน

ผลิตสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของคนนับล้านได้ คุณก็จะทำเงินล้านได้

มีกี่ชีวิตที่คุณเข้าไปสัมผัส ใครบ้างที่ได้ประโยชน์จาก งาน ทรัพย์สิน และงานฝีมือของคุณ 
คุณได้แก้ปัญหาอะไรบ้าง คุณค่าของคุณต่อสังคมคืออะไร?

ปริมาณสร้างเศรษฐี ระดับของแรงกระทบ ก็สร้างเศรษฐี เช่นกัน

ปริมาณ = จำนวนคนที่ได้รับสินค้าหรือบริการของคุณ 
ผลกระทบ = ราคาค่าตอบแทนที่คุณได้รับ
ปริมาณ กับ แรงกระทบ ถ้าไปด้วยกัน จะพาคุณให้เป็นมหาเศรษฐี

คุณค่าสูง = ราคาสูง = ความแรงของ impact พลังสูง

แรงกระทำในเชิงปริมาณ หรือระดับของผลกระทบ นั้น มาก่อนเงินเสมอ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
ยิ่งคุณส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดึงดูดความมั่งคั่งมากเท่านั้น

ความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่ จะมาจากตัวเลขที่มหาศาล เสมอ

นักกีฬาที่มีค่าตัวนับล้าน เพราะเขาให้ความบันเทิงแก่คนนับล้าน
นักแสดงตลกที่ทำให้คนนับล้านหัวเราะได้ เขาจะได้ค่าตอบแทนนับล้านเช่นกัน

เข้าไปอยู่ในจุดที่ส่งผลกระทบกับคนนับล้าน เป็นจุดที่ไม่มีใครเทียบเทียม และ ทดแทนได้

ถ้าคุณไม่ใช่นักกีฬา นักแสดง หรือเซเล็ปล่ะ จะมีโอกาสรวยมหาศาลได้มั้ย?
มีสิ...คุณต้องหาช่องติดต่อทางอ้อมกับช่องทางที่ทรงพลัง
นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่เก่งเรื่องบ้านคนรวย = จะรวยเสียเอง

จงสร้างผลกระทบมหึมาสักครั้ง
หรือสร้างผลกระทบเล็กๆต่อเนื่องเป็นล้านครั้ง
ยิ่งคุณเข้าไกล้แหล่งของตัวเลขมหึมาเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าไกล้ความมั่งคั่ง มากเท่านั้น

การให้บริการคนนับล้าน คือการสร้างงาน คิดใหญ่ แล้วคุณจะได้รับผลตอบแทนมหาศาล



บัญญัติแห่งความต้องการ 5 ข้อ
Need ตอบสนองความต้องการของลูกค้า, สร้างคุณค่าให้กับลูกค้า, แก้ปัญหาให้ลูกค้า
Entry การเข้าถึง
Control การควบคุม
Scale ขนาด
Time เวลา

เลิกทำในสิ่งที่คุณรัก ให้ทำในสิ่งที่คนจำนวนมากต้องการ
โลกนี้เต็มไปด้วยคนที่เห็นแก่ตัว ดังนั้นพวกเขาจะไม่สนใจความฝันของคุณ
สิ่งที่เขาสนใจคือ
- ธุรกิจของคุณให้อะไรกับเขาได้บ้าง
- ช่วยเขาได้มั้ย
- แก้ปัญหาให้เขาได้หรือเปล่า
- ทำให้ชีวิตของเขาง่ายขึ้นมั้ย
- ทำให้เขามีที่พักอาศัยหรือเปล่า
- ช่วยพวกเขาประหยัดเงินได้มั้ย
- ให้ความรู้ที่พวกเขาต้องการได้หรือเปล่า
- ทำให้พวกเขารู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างได้มั้ย

ทำไมเขาต้องส่งเงินไปให้คุณ
จงละทิ้งความเห็นแก่ตัวของคุณ และมองหาความเห็นแก่ตัวของคนอื่น
หยุดไล่ล่าเงิน แต่จงไล่ล่าความต้องการของผู้คนแทน
พุ่งเป้าไปที่ปัญหา ความเจ็บปวด ความคับข้องใจ บริการที่บกพร่อง หรือ สิ่งที่กระทบต่ออารมณ์ผู้คน

อยากเปิดโรงเรียนสอนศิลปะการป้องกันตัว แค่เก่งและใจรักยังไม่พอ
ต้องศึกษาตลาดด้วย ให้เริ่มที่ตอบคำถามเหล่านี้
๑) ในละแวกนั้นมีคนสนใจเรียนศิลปะป้องกันตัวมั้ย
๒) มีอะไรบ้างที่โรงเรียนอื่นทำผิดพลาด และฉันสามารถทำมันได้ดีกว่าเขาได้หรือเปล่า
๓) อะไรคือคุณค่าที่ฉันจะส่งมอบให้กับนักเรียนที่มาสมัคร
๔) ฉันสร้างทรัพย์สินอะไรให้กับชุมชนบ้าง

ยิ่งคุณแก้ปัญหาให้คนจำนวนมากเท่าไหร่ เงินก็จะวิ่งเข้ามาหาคุณมากท่านั้น
จำนวนเงินในชีวิตของคุณ เป็นผลสะท้อนจากคุณค่าที่คุณมอบให้กับผู้อื่น
ถ้าคุณมองข้ามการช่วยเหลือผู้อื่น เงินก็จะมองข้ามคุณไปด้วย

ถ้าคุณอยากดึงดูดคนหนึ่งล้านคนให้สนใจคุณ สิ่งที่ต้องทำคือ
๑) จงทำให้เขารู้สึกดีขึ้น
๒) ช่วยพวกเขา แก้ปัญหาที่แก้ไม่ตก
๓) ให้ความรู้แก่พวกเขา
๔) ทำให้พวกเขาดูดีขึ้น(สุขภาพ โภชนาการ เสื้อผ้า หรือเครื่องสำอาง)
๕) ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย (บ้าน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน)
๖) สร้างความรู้สึกทางบวกกับพวกเขา (ความรัก ความสุข เสียงหัวเราะ ความเชื่อมั่น)
๗) เติมเต็มความพึงพอใจในชีวิต ตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน อาหาร ไปถึงรสนิยมส่วนบุคคล(เรื่องทางเพส)
๘) ทำให้ชีวิตพวกเขาง่ายขึ้น
๙) ทำให้พวกเขาสมหวัง หรือให้ความหวังกับพวกเขา
ถ้าทำได้ดั่งนี้ ตัวคุณจะมีมูลค่านับล้านอย่างแน่นอน

ถามตัวเองว่าโลกกำลังต้องการอะไรจากฉัน ถ้าคิดออกและคนหลายล้านคนก็ต้องการ คุณจะกลายเป็นแม่เหล็กดูดเงิน


จงสร้างแบรนด์ของตัวเอง อย่าเป็นคนที่พึ่งพาคนอื่น เพราะเมื่อวันใดที่เจ้าของเขาเปลี่ยนกฎ คุณจะพังทันที
การเป็น downline MLM, affiliate ไม่ใช่หนทางของการเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง

บัญญัติแห่งขนาด

ขนาด จะเกี่ยวข้องกับ พลังทวี อย่างแยกไม่ออก
ยิ่งมีพลังทวีมากเท่าไหร่ ความร่ำรวยก็จะมากตามมาเท่านั้น
ควรเลือกตลาดที่มีลูกค้าเป้าหมายเป็นจำนวนมาก หลักล้านขึ้นไปได้จะยิ่งรวยมาก
แต่หากมีลูกค้าน้อย คุณก็ต้องขายสินค้าที่ทีกำไรสูงๆ

ก่อนที่จะทำธุรกิจ คุณต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้
- รายได้สุทธิของธุรกิจนี้มีขนาดไม่จำกัดได้หรือไม่ สักสองพัน หรือสองแสนเหรียญ ต่อเดือน
- มูลค่าทรัพย์สินของธุรกิจนี้ มีขนาดนับล้านได้มั้ย
- ธุรกิจนี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านได้มั้ย กลุ่มลูกค้าเป็นคนระดับโลก หรือชุมชนระดับเมือง
- ธุรกิจนี้ สามารถทำซ้ำและขยายออกไปนอกเหนือพื้นที่ โดยการขายแฟรนไชส์ ขายเชน
- ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด จำนวนที่ขายน่าจะเป็นเท่าไหร่ ร้อย หรือร้อยล้าน
- ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด จำนวนกำไรสามารถยืดหยุ่นได้แค่ไหน มีระดับผลกระทบสูงมั้ย

บัญญัติแห่งเวลา

งานที่คุณทำต้องไม่ดูดชีวิตคุณ
มันต้องทำงานให้คุณแม้ในยามที่คุณไม่อยากทำงาน, เที่ยว, เจ็บป่วย
ระบบที่สามารถทำงานให้คุณได้ตลอดเวลา คือ
- ระบบเนื้อหา (หนังสือ , บล็อก)
- ระบบคอมพิวเตอร์ ซอฟท์แวร์ (แอพลิเคชั่น, เกม, ซอฟท์แวร์)
- ระบบการจัดจำหน่าย (แฟรนไชส์ เชนร้านค้า)
และ ระบบทรัพยากรบุคคล (เว็บศูนย์รวม amazon, alibaba, ebay)

3 เลนด่วนที่มีศักยภาพที่สุด


1) อินเตอร์เน็ท มีศักยภาพมากที่สุด สร้างเศรษฐีได้ไวที่สุด สอดคล้องกับบัญญัติ 5 ประการของเลนด่วน ทั้งกำหนดพื้นฐานของความต้องการ ไม่จำกัดขนาดเพราะขยายไปได้ทั่วโลก อีกทั้งเป็นระบบที่ดำเนินงานได้เองผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มันทำเงินได้ยังไงบ้าง
๑. การสมัครสมาชิกให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูล ข่าวสารหรือโปรแกรมและคิดค่าบริการรายเดือน
ข้อมูลเป็นได้ทั้งโอกาส ข้อมูลด้านการขายผ่านข้อมูลที่มีการจดทะเบียน หรือแม้แต่หนังโป๊
มันเป็นระบบ ไม่มีสินค้า ไม่ต้องส่งของ ไม่ต้องปวดหัว
๒.การให้บริการเนื้อหา ข่าวสาร นิตยสาร และบล็อกที่เผยข้อมูลให้กลุ่มเฉพาะ ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลฟรี ดังนั้นพลังทวีจึงค่อนข้างจำกัดเพราะแวดวงแคบ นอกจากจะมีผู้เข้าชมจำนวนมหาศาล
๓. การสร้างโอกาสทางธุรกิจ รวมรวมธุรกิจเหมือนกันแต่ต่างสถานที่มาไว้ในเว็บเดียว ตอบสนองความปรารถนาของผู้บริโภคให้ประหยัดเงินและเวลา, ความต้องการของเจ้าของธุรกิจในการหาลูกค้าใหม่โดยที่ไม่ต้องจ่ายแพง
๔. โซเชียล เน็ทเวิร์ค รวบรวมคนวัยเดียวกัน อาชีพเดียวกัน ชอบอะไรเหมือนกัน
๕.  นายหน้า นำผู้ขายและผู้ซื้อมาเจอกันและอำนวยความสะดวกเรื่องธุรกรรมสำหรับธุรกิจใดๆ เช่น paypal, elance, carsdirect, travelocity
๖. โฆษณา คล้ายระบบนายหน้า  จะนำผู้ขายและผู้ซื้อมาเจอกัน แล้วรับค่าธรรมเนียมโฆษณา ebay, google
๗. ขายของออนไลน์ เช่น amazon ข้อมูลก็ขายออนไลน์ได้ เช่น ebook
อินเตอร์เน็ทมันทรงพลังมหาศาล
ความมั่งคั่ง = กำไรสุทธิ + มูลค่าทรัพย์สิน
ภายใต้ตัวแปรคือจำนวนสินค้าที่ขายได้(รายได้สุทธิ) เวลาที่ทำธุรกิจบนอินเตอร์เน็ท โลกทั้งใบคือขีดจำกัดของคุณ นอกจากนี้มูลค่าทรัพย์สินซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสมการความมั่งคั่งบนเลนด่วนไม่ได้กำหนดด้วยรายได้สุทธิเท่านั้น แต่โดยจำนวนการเข้าชมด้วย
จำนวนผู้เข้าชมออนไลน์ไม่มีข้อจำกัด ทำให้ตัวแปรกำไรสุทธิไม่มีข้อจำกัด พลังทวีจึงมีศักยภาพสุดๆ

2) นวัตกรรม คิดค้นสินค้า บริการ หรือข้อมูล ผลิต และจัดจำหน่าย
นวัตกรรมครอบคลุมการผลิตและการจัดจำหน่าย จงคิดค้นสินค้าและขายบนทีวี บนอินเตอร์เน็ท เว็บไซต์อย่าง qvc, amazon, ebay หรือตัวแทนธุรกิจเครือข่าย หรือผู้ค้าส่ง
สินค้าที่ใช่ก็คือ อะไรก็ตามที่แก้ปัญหาให้กับผู้คน หรือเติมเต็มความต้องการ เช่น
- อาหาร เครื่องดื่ม สูตรลับอาหาร เครื่องใช้ในบ้าน
- สุขภาพและความแข็งแรง(วิตามิน สมุนไพร เครื่องดื่มให้พลังงาน ธัญพืชอัดแท่ง อาหารเสริมเพิ่มความเป็นชาย)ข้อมูล(หนังสือ, นิตยสาร การสมัครสมาชิกจดหมายข่าว)
- ของใช้ส่วนตัว(เสื้อผ้า กระเป๋าสตางค์ รองเท้า ถุงมือ)
- รถยนต์ อุปกรณ์แต่งรถ อุปกรณ์เสริม
บางทีคุณไม่ต้องคิดอะไรใหม่เลย ให้นำบางสิ่งบางอย่างมาปรับปรุง หรือดัดแปลง เอาของเก่าและเสื่อมมาทำให้ดีขึ้น นำสินค้าที่ไม่เป็นที่รู้จักทำให้เป็นของคุณและนำไปสู่สายตาชาวโลกใหม่ ทำสิ่งที่ไม่เป็นที่รู้จักให้โลกเห็นซะ เปลี่ยนบรรจุหีบห่อน่าเบื่อให้มีสีสันสะดุดตา เป็นการเอาของเก่ามาเพิ่มเอกลักษณ์และความแตกต่างลงไป
อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ยิ่งใหญ่จะไร้ค่าถ้าไม่มีใครรับรู้ หรือไม่ได้ไปถึงมือผู้คน และมันจำเป็นต้องมีการกระจายสินค้า คุณต้องอาศัยพลังทวีจากเว็บไซต์ รายการทีวี

หนังสือสอนให้รวยเร็ว มีมากมายเกลื่อนตลาด ซ้ำกับที่ออกมาก่อนหน้านี้ เพราะคนแต่งหนังสือรู้ว่าการเขียนหนังสือคือช่องทางเลนด่วนที่มีศักยภาพ ความท้าทายของการแต่งหนังสือบนเลนด่วน ไม่ได้อยู่ที่หนังสือหรือตัวคำพูดต่างๆ หนังสือที่ยิ่งใหญ่บางเล่มของโลกไม่เคยถูกอ่าน ในขณะที่หนังสือพื้นๆขายได้นับล้าน ความแตกต่างอยู่ที่การทำการตลาด การประชาสัมพันธ์ และความรู้ในการทำธุรกิจ

3) การตอกย้ำ คือการทำซ้ำในกระบวนการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเข้าถึงเป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่ต้องการ คุณต้องขยายขนาดให้ได้มากที่สุด เช่นการทำแฟรนไชส์ เชนสโตร์

หาหนทางเปิดของตัวเอง(ชนิดของโอกาส)

โอกาสมีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง มักจะเป็นสิ่งเรียบง่าย เช่น ความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนอง หรือมีการตอบสนองแต่ไม่เพียงพอ
โอกาสคือทางแก้ปัญหาของความไม่สะดวก
โอกาสคือการทำให้เรื่องยากมันง่ายขึ้น
โอกาสคือความรู้สึก
โอกาสคือความสบาย
คือการบริการที่ดีกว่า
คือการแก้ไขความเจ็บปวด
โอกาสคือทำในสิ่งที่คนอื่นทำ ให้ดีกว่านั้น สนองความต้องการลูกค้าให้ดีกว่า ให้คุณค่าที่ยิ่งใหญ่กว่า หรือเป็นนักการตลาดที่ดีกว่า การแข่งขันมีทุกที่-แต่คุณต้องทำให้ดีกว่า นำการตอบสนองที่ย่ำแย่มาแก้ปัญหาให้ดีขึ้น จงข้ามไอเดียที่ยิ่งใหญ่ แต่จงไปสู่การกระทำที่ยิ่งใหญ่กว่าแทน ความคิดเก่าๆก็ใช้ได้แล้ว แค่เอามาทำให้ดีขึ้น เอามาทำในแบบที่ไม่มีใครเคยทำ

วิธีสังเกตุความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งเป็นโอกาสทำเงินในอนาคต
โอกาสมาในหรหัสคำที่คาดเดาได้ และบ่งบอกการมีอยู่ของมันมาในรูปแบบของการไม่สบาย ไม่สะดวก ปัญหา คุณต้องใช่้ช่องว่างความท้าทายเหล่านี้เพื่อเสนอทางแก้แก่ผู้คน รับรองว่าเงินจะไหลมา
-  ฉันเกลียด คุณเกลียดอะไร แก้ปัญหาความเกลียดนั้นซะ
- ฉันไม่ชอบ อะไรที่คุณไม่ชอบ วิธีการขจัดความไม่ชอบออกไป คือโอกาส
- นี่ทำให้ฉันหงุดหงิด อะไรที่น่าหงุดหงิด เอามันออกไป
- ทำไมเป็นแบบนี้ เอาทำไมออกไป
- ฉันต้องทำด้วยเหรอ?  วิธีเอา "ต้อง" ออกไป
- ฉันเบื่อที่.... คุณเบื่ออะไร แก้ไขความเบื่อหน่ายของใครบางคน คือโอกาส
- นี่มันห่วย อะไรห่วย เอาความห่วยออกไป หรือมันลง

จงแก้ปัญหาของผู่อื่น แล้วคุณจะแก้ปัญหาเรื่องเงินของตัวเอง

ความเร็วของความสำเร็จ

ลงมือทำ และทำให้ดีขึ้น ทำให้ดีกว่าคู่แข่ง ไม่สำคัญว่าคุณจะมาทีหลัง หากคุณลงมือทำและหมั่นพัฒนาให้ดีกว่าคนที่ทำไว้ก่อน คุณก็มีสิทธิ์ประสบความสำเร็จได้
การลงมือทำคือการนำความคิดมาเวิร์คให้เป็นจริง เพราะคนส่วนใหญ่ชอบคิด แต่ไม่ชอบลงมือทำ แังนั้น แค่คุณเริ่มลงมือทำและจริงจังกับมัน ก็จะเอาชนะคนส่วนใหญ่ได้ง่ายดาย

จงฟังเสียงของโลก

เมื่อมีความคิดใหม่ๆ คุณไม่มีทางรู้ว่ามันจะใช้งานได้ จนกว่าคุณจะปล่อยให้คนส่วนใหญ่รับรู้
ดูการตอบสนองจากตลาดและลูกค้าเป้าหมาย
ศาลสูงสุดและลูกขุนทางความคิดคือโลกหรือตลาดที่สนใจมัน
ถ้าโลกชอบข้อเสนอของคุณ พวกเขาจะลงคะแนนให้ ด้วยการให้เวลาเวลา ความสนใจและเงินทองของพวกเขา แต่ถ้าไม่ชอบ ก็จะถือเงินไว้ แล้วมองไปทางอื่น หากโกรธมากก็จะประจานด่าว่าโง่งี่เง่า
จงหาว่าอะไรต้องตระเตรียมและลงมือทำ ปล่อยให้โลกทำงานของมัน และบอกทิศทางให้คุณดำเนินไป

มีความคิด แต่ไม่มีเงินทำไง?
เมื่อคุณลงมือทำจนมีผลงานของตัวเอง มีแนวคิดที่จับต้องได้ สะท้อนออกมาในรูปแบบการลงมือทำ สร้างสินค้าต้นแบบ สร้างแบรนด์ เมื่อไหร่ที่ความคิดของคุณเป็นรูปเป็นร่าง จนคนกลุ่มหนึ่งยอมรับ แล้วนักลงทุนก็จะเอาเงินมาให้คุณเอง โดยที่คุณไม่ต้องเดินไปหาพวกเขาเลย
ทำให้ดีพอ แล้วเขาจะแย่งกันจ่ายเงินให้


คนเดินถนน จะทำให้คุณรวย

ถ้าคุณสร้างประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ลูกค้าจะพูดบอกกัน ปากต่อปากนั้น ทรงพลังมาก
คำตำหนิ ร้องเรียน ความเสียใจของลูกค้า และประเด็นธุรกิจ
คำตำหนิคือสิ่งสวยงามที่ได้มาฟรีๆ และเผยให้ได้รับความต้องการที่ไม่ได้รับตอบสนอง
หนึ่งคำตำหนิ หมายถึงมีอีกนับสิบที่รู้สึกเหมือนกัน
มันคือคำบอกไบ้ถึงเส้นทางที่คุณควรจะดำเนินไป
มี 4 รูปแบบ
๑) คำตำหนิเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง โลกไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ให้จัดทำสิ่งที่คนเขาชอบเท่านั้น
๒) คำตำหนิเกี่ยวกับความคาดหวัง ถ้าคุณพลิกจากความกังวลเป็นการตอบสนองที่ดีเลิศให้กับพวกเขาได้ คุณจะมีสาวกและเป็นขาประจำในธุรกิจของคุณ พวกเขาจะโฆษณาให้ฟรี แบบไม่มีวันหมด ปากต่อปากคือเครื่องมือโฆษณาที่ฟรีและทรงพลัง ให้ผลตอบแทนต่อการลงทุนที่ไม่จำกัด
ความพึงพอใจบ่งบอกถึงความคาดหวังที่ได้รับการตอบสนอง เพื่อที่จะสร้างลูกค้าที่ชื่นชอบ คุณต้องมุ่งไปยังจุดที่เหนือความพึงพอใจ
๓) คำตำหนิเกี่ยวกับการไม่มี หรือขาด ให้ใส่ใจจุดนี้ มันเป็นของฟรี เป็นสิ่งที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ถ้าคุณเติมเต็มให้พวกเขาได้ มันจะกลายเป็นจุดแข็งอันจะนำมาสู่โอกาสธุรกิจใหม่ๆ รายได้ที่มากขึ้น
๔) คำตำหนิจอมปลอม ต้องแยกแยะให้ออกว่าแบบไหนควรใส่ใจ หรือเพิกเฉย

จงเป็นอัศวินผู้กอบกู้ให้ใครบางคน

สินค้าหรือบริการของคุณมันจะช่วยกอบกู้วันที่เลวร้ายให้ใครบางคนได้มั้ย
ควรสร้างความแตกต่าง เพื่อจะได้ไม่ต้องแข่งขันทางราคา เพราะมีคู่แข่งอยู่ดาษดื่น
การไม่สนใจความต้องการของตลาด จะนำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรง
คนส่วนใหญ่เริ่มทำธุรกิจในสิ่งที่ตัวเองชอบ หรือสิ่งที่เขารู้

จงโฟกัสไปสู่ธุรกิจที่ไม่ได้รับการเติมเต็ม มีความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง
อย่าไปตะลุมบอนอยู่ในตลาดที่มี supply สูงกว่า demand หรือสิ่งที่ใครๆก็ทำกัน
จงคิดริเริ่มและครองใจลูกค้า มากกว่าเอาชนะคู่แข่ง เอาชนะตัวเอง เรียนรู้ข้อด้อยของคู่แข่งเพื่อพัฒนาสินค้าให้ดีกว่าและแตกต่าง ค้นพบสิ่งที่คุณควรทำในขณะที่พวกเขาไม่ทำ มองหาความต้องการ ใช้ประโยชน์จากการเสียมารยาทในการบริการลูกค้าของพวกเขา

แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาตัดราคาคู่แข่ง ก็ให้พยายามค้นหาข้อด้อยของคู่แข่ง และสร้างความแตกต่าง พวกเขาทำอะไรผิด ความไม่มีประสิทธิภาพของพวกเขาคืออะไร

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

1-2-3 Price Pattern เบสิคของการ breakout

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง

แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO