W หรือ M ราคาหุ้นใช้เงินก่อขึ้น

จากหนังสือ เทคนิคการเล่นหุ้น บทเรียนจากไต้หวัน

เมื่อใดที่ตลาดปรับตัวเสร็จเรียบร้อย เริ่มออกเดินอีกครั้ง ก็มักมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่ง เกิดความรู้สึกเสียดายและเสียใจระคนกัน ด้วยเหตุที่ตอนตลาดเริ่มปรับตัวลงราคาสะดุดและวกต่ำนั้น พวกเขาชักช้าเกินไป จนออกไม่ทัน ต้องอมของแพงเอาไว้

หลังจากนั้นเมื่อตลาดปรับตัวเสร็จแล้ว เริ่มก้าวเท้าออกไป พวกเขาก็ขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าไล่ซื้อเก็บ สรุปคือ ขาจะลงก็ลงไม่ทัน ขาจะขึ้นก็ไม่กล้าขึ้น ยืนมองขบวนรถเคลื่อนห่างออกไปตาปริบๆ ไม่สามารถสร้างกำไรได้เลยในช่วงที่มีการ "ลงใหญ่" และ "ขึ้นใหญ่" ในแต่ละครั้ง

ในการสังเกตุการเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาด ความสัมพันธ์ระหว่างวอลุ่มกับราคาหุ้นในตลาด เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะ "วอลุ่มคือตัวชี้นำตลาด" ในการเปลี่ยนแปลงของตลาดแต่ละครั้ง "วอลุ่ม" จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ทิศทางของการเคลื่อนไหวของราคาจะเป็นไปในทิศทางใดในอนาคต

การจับให้ได้ในกฎเกณฑ์ที่ว่า “วอลุ่มคือตัวชี้นำราคาหุ้น” จะทำให้นักลงทุนจับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาดได้ค่อนข้างแม่นยำ เป็นวิธีง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อนอะไร
หากนักลงทุนพอจะมีเวลาบ้าง ลองเปิดกราฟดูสถิติการซื้อขายหุ้นย้อนหลังในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา ก็จะพบกับการเปลี่ยนแปลงที่มี “วอลุ่ม” ชี้นำราคาเสมอ ปรากฎให้เห็นอยู่ตลอดเวลา (โดยดูเปรียบเทียบระดับราคากับขนาดวอลุ่มการซื้อขายในระดับราคานั้นๆ)

อย่างไรก็ดี การดูที่วอลุ่ม ณ ระดับราคาหนึ่งๆ เราจะพบกับภาพสองอย่างที่ตรงกันข้าม คือภาพหนึ่งจะพบว่า ณ ระดับราคาที่สูงขึ้น วอลุ่มโตขึ้น แต่อีกภาพหนึ่ง ณ ระดับราคาที่สูงขึ้น วอลุ่มกลับเล็กลง


ภาพแรกหมายถึงการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นของตลาด ราคายังจะไต่สูงขึ้นต่อไป หากมีการปรับตัวลง(เนื่องจากมีการขายทำกำไรช่วงกลาง ภายหลังจากราคาได้ถีบตัวสูถึงระดับที่สามารถทำกำไรได้งาม) ไม่นานก็จะพุ่งขึ้นอีก ถ้าดูเป็นรูป ก็จะเป็นรูปดับบลิว (W) หรือที่เรียกว่าเป็นรูปยอดคว่ำ คือยอดแหลมคว่ำลง


ส่วนภาพสองบ่งบอกให้เรารู้ว่า ตลาดกำลังจะปรับเปลี่ยนจาก “ขาขึ้น” เป็น “ขาลง” แล้ว วอลุ่มซื้อขายที่ลดลงไปเรื่อยๆ จะดึงราคาให้โน้มต่ำลง ถึงจะมีการปรับตัวขึ้นบ้าง ก็เป็นเพียงชั่วคราว ไม่ช้าไม่นานก็จะโน้มต่ำลงไปอีก ถ้าแสดงออกมาเป็นรูป ก็จะเป็นรูปตัวเอ็ม (M) หรือเป็นรูปหัวกับไหล่ (เส้นระดับราคาขึ้นแล้วปรับตัวลง จากนั้นก็ขึ้นไปอีกเป็นครั้งที่สอง ถึงระดับที่สูงกว่าเดิมเล็กน้อย แล้วก็โน้มต่ำลงไป ดีดขึ้นอีกครั้ง แต่ระดับราคาที่สูงขึ้นครั้งใหม่ จะไม่เท่าครั้งก่อน หมายถึงภาวะตลาดอ่อนปวกเปียกลงไปเรื่อยๆ กลายเป็นตลาดขาลง)

นักลงทุนไม่น้อยมีความสับสนพอสมควรในช่วงที่ราคากำลังพุ่งขึ้น ดูไม่ออกว่าตอนนั้นรูปกราฟเป็นรูปตัวดับบลิวหรือตัวเอ็ม (เป็นช่วงตลาดขาขึ้นหรือกำลังจะเข้าสู่การแปรเปลี่ยนไปเป็นตลาดขาลง)

แต่ด้วย “วอลุ่ม” ซื้อขายหรือมูลค่าการซื้อขายที่ปรากฎในแต่ละระดับราคา จะทำให้เราแยกแยะสองสภาวะตลาดนี้ออกจากกันได้อย่างชัดเจน และไม่ยากด้วย
กล่าวอีกที พอเห็นวอลุ่มปุ๊บ เราก็บอกได้ปั๊บว่า ภาวะตลาดตอนนั้นกำลังขึ้น หรือกำลังจะพลิกเป็นขาลง (เป็นรูปตัวดับบลิวหรือตัวเอ็ม)

แม้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่เคยได้ศึกษาเรื่องการวิเคราะหืทางเทคนิคมาเป็นกิจจะลักษณะ แต่มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่งว่า ในการดูกราฟนั้น อย่าดูแท่งราคาอย่างเดียว ให้ดูวอลุ่มด้วย ดูว่าทั้งสองส่วนนี้ขึ้นหรือลงสัมพันธ์กันอย่างไร

ถ้ากราฟราคาขึ้นลงเป็นรูปหัวกับไหล่ ยอดแท่งวอลุ่มก็จะสั้นลง (ต้องลากเส้นวัดระดับยอดจากซ้ายไปขวาตามแนวนอน) แต่ถ้าเส้นกราฟขยับขึ้นลงแล้วก็ขึ้นเป็นรูปดับบลิว แท่งวอลุ่มก็จะสูงขึ้น

ถ้าจับเอาวอลุ่มมาเป็นตัววัด เราก็จะไม่สับสนว่าตลาดในตอนนั้นเป็น W หรือ M อีกต่อไป
วอลุ่มซื้อขาย เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงแรงซื้อแรงขายเป็นจริในตลาด ส่วนแรงซื้อขายก็สะท้อนให้เห็นถึความคิดจิตใจของนักลงทุนว่ามีแนวโน้มไปในทางใด

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงที่ราคาถีบตัวสูงขึ้น วอลุ่มพุ่ง อนาคตก็แจ๋ว หากราคาค่อยๆเขยิบขึ้นพร้อมๆกับวอลุ่มค่อยๆขยายตัวตามลำดับ ก็นับว่าเป็นรูปการเคลื่อนไหวที่สวยงามจริงๆ นับว่าเป็นโอกาส ของนักลงทุนที่จะเข้าไปทำกำไร

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะวอลุ่มที่ปรากฎออกมานั้น มันสะท้อนถึงสภาวะ “ดีมานด์” กับ “ซัพพลาย” ของนักลงทุนในตลาด หากหุ้นราคาพุ่งวอลุ่มโตหมายถึงว่า “ดีมานด์” สูงกว่า “ซัพพลาย” มากแม้ว่าในการซื้อขายแต่ละครั้งในระดับราคาที่สูงขึ้น และในปริมาณที่มากๆขึ้น มีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่า มีผู้ยินดีนำหุ้นออกมาขายมากด้วย แต่ “ดีมานด์” ยังคงสูงมาก สูงกว่า “ซัพพลาย” อันหมายถึงว่า นักลงทุนตัดสินใจทุ่มเงินเข้าสู่ตลาดกันสุดๆ มีหรือราคาจะไม่วิ่ง วอลุ่มจะไม่พุ่ง

มีคำกล่าวว่า “ราคาหุ้นใช้เงินก่อขึ้น” อันเป็นผลึกของสัจธรรมตลาดหุ้น ยิ่งมีเงินเข้าตลาดมาก ราคาหุ้นก็ยิ่งวิ่งดี


7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

1-2-3 Price Pattern เบสิคของการ breakout

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง

แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO