สรุป Martin Pring on Price Patterns

โดย เซียว จับอิดนึ้ง : facebook.com/zyoit


มีโอกาสเปิดอ่านหนังสือ Martin Pring on Price Patterns แล้วรู้สึกประทับใจในการสื่อสารของเขานะ เหตุผลง่ายๆคือมีรูปเยอะมาก แบบนี้เป็นภาษาสากล พอทำความเข้าใจได้ง่ายหน่อย  ก็เลยลองพยายามอ่านทำความเข้าใจ และทำสรุปให้ท่านได้อ่านกันดู ก็ไม่เป๊ะตามตัวอักษรหรอกนะ เอาที่ตัวเองเข้าใจและสนใจเป็นหลัก แถมยังมีมั่วเอาแนวคิดตัวเองใส่เพิ่มไปด้วย จึงออกทะเลไปกันใหญ่เลย
ทางที่ดี ก็หาซื้อหนังสือต้นฉบับมาอ่าน จะได้ใจความตามเจตนาผู้เขียนที่สุดครับ

Market Psychology and Prices: Why Patterns Work
เริ่มต้นมาก็โดนเลยครับ "Changing Attitudes and Changing Prices" เขาบอกว่าการเปลี่ยนแปลงของราคา นั้น ขึ้นอยู่กับ Attitudes หรือ มุมมอง, ความเห็น ของนักลงทุน พูดง่ายๆคือ มุมมองเปลี่ยน-ราคาก็เปลี่ยน พื้นฐานไม่เกี่ยว
โดยในเล่มนี้เขายกตัวอย่างหุ้น eBay ในอดีต ที่กำไรเติบโตโตต่อเนื่อง แต่ราคาดันวิ่งลง ดังนั้นจึงอย่าปักใจกับพื้นฐานให้มาก เผื่อใจมาดูเทคนิคอลบ้างก็ดี

อีกช่วงหนึ่งที่ผมชอบคือ เขายกประเด็นที่คนทั่วไปมักถามกันว่า "Why is so and so going up?"  กูรูก็จะตอบว่า "Because there are more buyers than sellers!" ก็เพราะมีคนซื้อมากกว่าขายน่ะสิ
พี่พริ้งของผมขอแย้งว่าไม่จริงหรอกเพ่
"What moves prices is the enthusiasm of buyers relative to that of sellers.
If buyers are more motivated, they will bid prices higher.
On the other hand, if sellers are more motivated, then the savvy buyers will wait for the sellers to come down to their bids, and prices will decline."
สิ่งที่ผลักดันให้ราคาเคลื่อนไหวน่ะ คือความกระตือรือล้นของผู้ซื้อหรือผู้ขายต่างหากเล่า
ถ้าผู้ซื้อมีแรงกระตุ้นทำให้อยากซื้อ (เพราะข่าวทั่งอินไซด์ หรือ ข่าวจากสื่อกระหลัก) พวกเขาจะไม่ตั้งรอที่ bid หรอก โน่น..งับที่ offer เลย ตั้งขายเท่าไหร่ก็ซื้อให้เกลี้ยง (นึกถึงภาพตอนที่ราคาเปิด gap ขึ้นไว้ครับ) พวกเขาจะไล่ซื้อทุกช่อง offer ขึ้นไปจนถึงระดับราคาที่พอใจ
ในทางตรงกันข้าม, ถ้าผู้ขายอยากปล่อยหุ้นอย่างรุนแรง (อาจเพราะความกลัวมากๆ จากข่าว หรือสภาพตลาดที่ panic) เขาจะเทขายที่ bid ทันที กดให้หมดไปทีละช่องที่ตั้งซื้อ ลงไปเรื่อยๆจนกว่าหุ้นเขาจะหมดมือ เมื่อมืออาชีพเห็นทรงนี้แล้ว ก็จะไม่รีบเข้ามาตั้งซื้อรอ ปล่อยให้ขายจนราคาลงหนักๆถึงระดับที่พอใจนั่นแหละถึงได้เข้ามารับซื้อหุ้น คือล่อให้ขายจนราคาลงมาถึงจุดที่เขาคิดว่าราคาถูกมากๆเมื่อเทียบกับสตอรี่ในอนาคตจึงเข้ามาตั้งรับซื้อ

Peak-and-Trough
เป็นการอธิบายลักษณะการกลับตัวของราคาแบบง่ายๆ ดูรูปก็น่าจะเข้าใจเลย
รูปนี้เป็นลักษณะการกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง ราคาเด้งแล้วไม่ทำนิวไฮ ก็กลับตัวแล้วลงไปหลุดทะลุโลว์เดิมที่เคยทำไว้ก่อนหน้า ก็ถือว่าเป็นการยืนยันว่าจบรอบขาขึ้น

รูปนี้ก็เป็นการกลับตัวจากขาลง เด้งกลับขึ้นไปทะลุไฮเดิมได้ พอย่อก็ยกโลว์(ไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่) แล้วสามารถทำนิวไฮ เหนือจุดสูงสุดเดิมได้ ก็ถือว่ายืนยันการกลับตัว

แนวรับ-แนวต้าน
ภาพนี้แสดงการเปลี่ยนสถานะจากแนวรับ เป็นแนวต้าน ในช่วงที่ราคากลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น


Volume Principles as They Apply to Price Patterns
บทนี้น่าสนใจ เพราะเขาทำกราฟฟิกอธิบายได้ดี เข้าใจง่ายมาก ก็เคยเห็นเขาแชร์กันมามากมายนะ เพิ่งรู้ที่มาว่า จากหนังสือของพี่เค้านี่เอง
ภาพนี้สื่อว่า วอลุ่มกับแนวโน้มต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ราคาดิ่งลง วอลุ่มต้องน้อยลง ถือเป็นเรื่องปกติ
ราคาเด้งขึ้น วอลุ่มก็ต้องเพิ่มขึ้น ถือเป็นเรื่องปกติ

แต่ถ้าหากราคาวิ่งขึ้น แต่วอลุ่มน้อยลง น้อยลง แบบนี้ น่ากลัว
แต่อย่างไรก็ตาม, ราคาวิ่งขึ้น วอลุ่มเพิ่ม ก็ไม่น่าไว้ใจเช่นกันนะ
อ้าว...แล้วจะเอายังไงกันแน่ ขึ้นวอลุ่มน้อยก็น่ากลัว ขึ้นวอลุ่มเยอะก็ไม่น่าไว้ใจ?
สรุปง่ายๆ ให้ระแวงทั้งสองสถานการณ์นั่นแหละ ให้จำรูปแบบ Peak-and-Trough เอาไว้ ถ้ามันยืนยันการกลับตัว ก็ให้ขายล็อกกำไรไว้ก่อนเป็นดี

ภาพนี้บอกลักษณะพิเศษของขาลง คือตอนที่ราคาเด้งนั้นน่ะ วอลุ่มมักไม่มาก สื่อว่า กำลังซื้ออ่อนแรง

นี่เป็นสรุปภาพรวมของวอลุ่มกับแนวโน้ม
ในช่วงขาขึ้นนั้น - ราคานิวไฮ วอลุ่มเพิ่ม พอราคาย่อ วอลุ่มลด
ส่วนขาลง - ราคาวิ่งลงทำนิวโลว์ วอลุ่มเพิ่ม พอมีเด้งขึ้น วอลุ่มน้อย

ลักษณะของวอลุ่มในช่วง Distribution หรือแจกจ่ายหุ้นก่อนกลับตัว วอลุ่มสูง แต่ราคาไม่ไปไหน ไม่สามารถทำนิวไฮได้ แบบนี้ต้องระวังให้ดี

ภาพนี้บอกว่า ถ้าราคาวิ่งขึ้น วอลุ่มลดลงนั้น ตอนที่มันโดนขายจนหลุด trend line วอลุ่มจะออกมามหาศาลแบบนี้ เพราะอะไรน่ะรึ จริงๆแล้วคนที่ทนถือในช่วงที่ราคาขึ้นวอลุ่มหดนั้นน่ะ ต่างก็กลัวกัน เพราะรู้ว่าสัญญาณไม่ดีเลย แต่ก็ไม่กล้าขายกัน เนื่องจากเห็นราคาก็ยังมีโมเมนตัม ต่างก็รอให้ใครสักคนส่งสัญญาณให้ขาย ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ราคาส่งซิกว่าจบรอบแล้วนะ เมื่อนั้นการขายแบบถล่มทลายเกิดขึ้นทันที ทุกคนพร้อมระบายความอัดอั้นตันใจกันไง ทนถือไม่ไหวแล้ว ได้เวลาขายแล้ว ประมาณนี้

รูปแบบ Head and shoulders วอลุ่มจะสูงมากในช่วงไหล่ซ้าย เพราะตอนนั้นคนกำลังคึก มองโลกในแง่ดีกันมาก พอช่วงหัว แม้ราคาจะทำนิวไฮได้ แต่แรงซื้อกลับน้อยลง วอลุ่มก็หดด้วย สื่อว่า คนเข้าร่วมวงเริ่มไม่มากแล้ว เนื่องเพราะราคาวิ่งแรงจนเกินมูลค่าไปมาก เมื่อเห็นแบบนี้ มืออาชีพก็จ้องรอปล่อยหุ้นขายออกกันแล้ว กระทั่งไหล่ขวา ราคาเด้งไม่ถึงนิวไฮ แถมวอลุ่มหดลงกว่าเดิมอีก ก็ส่งสัญญาณการจบรอบ

Head and shoulders หน้าตาแปลกๆ ก็ไม่ต้องไปจริงจังกับหน้าตาหรือรายละเอียดมันมาก ลาก neckline ดักเอาไว้ ดูทรงวอลุ่ม ถ้าหลุด neckline ก็สาดลูกเดียว


ในทางกลับกัน, มาดูตอนขาลงกันบ้าง
ภาพนี้สื่อว่า การจะกลับตัวนั้น ดูวอลุ่มประกอบได้ ตอนที่มันทำ double bottom นั้น วอลุ่มมักจะน้อยลงในช่วง bottom ที่สอง โดยจุดซื้อเขาจะแนะให้ ดู 2 จุด ตามรูปล่าง

ก็ให้เลือกเอาว่า แบบไหนเสี่ยงน้อย หรือเสี่ยงมากกว่ากัน

ภาพนี้ออกแนวเดียวกันกับ Wyckoff Accumulation คือราคาวิ่งออกข้างในกรอบ
ยิ่งราคาออกข้างมากเท่าไหร่ การแกว่งก็จะอ่อนแอลง วอลุ่มก็หดเหือดไปเรื่อยๆ
ตอนที่กลับตัวอย่างจริงจังนั่นแหละ วอลุ่มจะเพิ่มมากขึ้น และราคาก็มีพลังมากมายสนับสนุนให้พุ่งทะลุกรอบการแกว่งเดิมขึ้นไปได้ ตอนที่ breakout กรอบสะสม วอลุ่มต้องมหาศาลเพื่อยืนยันความเอาจริง

และก็อย่าลืมพระเอกของเรา Reverse Head and Shoulders ลักษณะพิเศษของวอลุ่มคือตอนที่มันทำไหล่ฝั่งขวานั้น วอลุ่มจะเบาบางมาก สื่อว่าแรงขายอ่อนแอสุดๆ ก็เพราะสัญญาณแบบนี้แหละ นักซื้อหรือคนทำราคาถึงได้คึกไง คนอยากขายน้อยแล้ว ไม่รอรับซื้อที่ bids แล้ว ไล่งับที่ offer ไปเลย พอมีความเห็น หรือ Attitudes พ้องกันแบบนี้ไง ราคาก็เลยขยับขึ้นแรง พอราคาบวกขึ้นไป คนกำไรก็ขาย คนดอยก็ดักขาย วอลุ่มก็เลยออกมากไง แต่ด้วยความที่นักซื้อเขามองภาพบวกมาก ก็เลยไม่กลัว ไล่ซื้อดันราคาให้ทะลุกรอบหรือ neckline ขึ้นไปได้อย่างเด็ดขาด


โดยทรงของมันจะเบ้ซ้าย หรือย้วยไปทางขวาบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกนะ ให้มันเข้าเค้าก็เอาได้
ซึ่งถ้าท่านเล่นเป้าสั้น ก็ซื้อไปรอขายตามความสูงของการย่อส่วนหัวนั่นเอง

ภาพนี้เป็นลักษณะของการพักเหนื่อยในช่วงขาขึ้นไงครับ ก็มี head and shoulders เกิดเช่นกัน ซึ่งตอนนี้แหละที่ปู่โอนีลเรียกมันว่า cup with handle ไง

เท่าที่สนใจและเอาได้ก็มีเท่านี้แหละนะ
รายละเอียดเนื้อหายังมีอีกเยอะนะครับ ลองหาซื้อมาอ่านกันดู amazon มีขาย 
ไม่แน่ใจว่า Kinokuniya จะมีหรือเปล่านะลองไปเดินหากันดู
ยังไม่มีแปลไทย อังกฤษล้วนๆ 


-------------------------------------------
----------------------
----------------------
สนับสนุนโดยหนังสือหุ้นเทคนิคอลที่ปล่อยของแบบไม่มีกั๊ก
หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่ และ หุ้นซิ่ง สวิงเทรด



ทำไมใครๆต่างบอกว่าหนังสือหุ้นทั้งสองเล่มเป็นการปล่อยของแบบไม่กั๊ก?
อ่านที่มาจากบทความนี้ครับ หนังสือหุ้นเทคนิคอลที่ปล่อยของแบบไม่มีกั๊ก

สนใจติดต่อสั่งซื้อหนังสือหุ้นทั้งสองเล่ม
ที่เพจ Zyo Books : facebook.com/zyoboooks


"ส่งข้อความ" สั่งได้ที่เพจ zyobooks : facebook.com/zyobooks ครับ

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รีวิวหนังสือหุ้น "เทคนิคอล อนาไลซิส" Technical Analysis of the Financial Markets

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง

แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO