เทรดเดอร์ทั่วไปกับเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ ต่างกันตรงไหน

โดย เซียว จับอิดนึ้ง : facebook.com/zyoit
เทรดมาก็หลายปี แต่ยังไม่รวยสักที คุณอาจจะติดกับดักแบบเดียวกับใครสักคนหนึ่งในบทความนี้ก็ได้ครับ

บทความนี้จะกล่าวถึงฟูลไทม์เทรดเดอร์มือใหม่สองคน คือ Fred กับ Stacey ทั้งคู่มีจุดหมายเดียวคือ
ตั้งใจเทรดเพื่อเป็นอิสระทางการเงิน"
แต่ด้วยแรงผลักและวิธีคิดที่ต่างกัน ทำให้ผลการเทรดที่ออกมาผิดแผกอย่างสิ้นเชิง
ปล. เนื้อหาแปลจากหนังสือ The Trader’s Pendulum ครับ



Fred อดีตวิศวกรผู้เบื่องาน
เมื่อถึงเวลาเลิกงาน Fred Boros, ชายอายุสามสิบต้นๆ เขาผลักตัวออกห่างจากโต๊ะทำงาน ลุกขึ้นยืนและปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์  มีสิ่งไม่ได้เป็นตามที่เขาหวังอีกครั้งแล้ว เขาเริ่มรู้สึกไม่ไหวและคิดที่จะเลิกล้มความตั้งใจทั้งหมด

เฟรดเล่นหุ้นมาปีกว่าแล้ว และมีจินตนาการว่าเมื่อถึงเวลานี้ เขาควรจะได้รับความสำเร็จมากพอที่จะย้ายออกจากอพาร์ทเม้นท์อันคับแคบของเขาและประสบความสำเร็จทางการเงิน

ก่อนหน้านี้เฟร็ดได้ทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทที่จ่ายเงินให้เขาได้ดี แต่ต้องทำงานยาวนานกว่าปกติ เขาอยากมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ โดยไม่ต้องอยู่ในคอกสำนักงาน แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีทางออก

การสนทนาที่เปลี่ยนชีวิตของเฟร็ด
เย็นวันหนึ่งเมื่อสองปีก่อนที่เฮลท์คลับละแวกบ้าน เฟร็ดได้มีการสนทนาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาโดยสิ้นเชิง.....

ในขณะที่รอเดินทางไปดูเกมแร็กเก็ต, เฟร็ดได้พูดคุยกับเพื่อนที่ทำงานเก่า ชายคนนั้นบอกเขาว่าเขาได้ลาออกจากงาน และผันตัวกลายเป็น day trader
เขาความตื่นเต้นกับชีวิตใหม่และมีเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมจากการเทรด สตอรี่เหล่านั้นทำให้เฟร็ดก็ตื่นเต้นที่จะเป็นอิสระและมีเสถียรภาพทางการเงินแบบเพื่อนนักเทรดคนนั้นบ้าง

และแล้วต่อมาเฟร็ดก็พบว่าตัวเองหมกมุ่นอยู่กับการเรียนรู้เพื่อการเทรด เขาลงทุนเวลาและเงินเพื่อเข้าร่วมการสัมมนา, ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือหุ้น และจ่ายค่าสมาชิกราคาแพงที่จะเข้าร่วมฟอรั่มออนไลน์ที่เขาสามารถแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนเทรดเดอร์คนอื่นๆ

และนักเรียนชั้นหนึ่งอย่างเฟร็ดก็ได้เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและเริ่มที่จะทำ paper trading ขณะนั้นเขายังคงทำงานประจำ แต่พบว่าตัวเองใช้เวลามากขึ้นในการตรวจสอบและวิเคราะห์การซื้อขายกระดาษของเขา

ภายในไม่กี่เดือนต่อมาเขาติดอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเขาเหมือนวัยรุ่นติดเกมคอนโซล เขาไม่สนใจงานวิศวกรของเขาและพบว่าตัวเองต้องทำงานชั่วโมงพิเศษล่วงเวลาเพียงเพื่อแสดงความรับผิดชอบการทำงานของเขา



แล้ววันหนึ่ง บริษัทก็มีการคัดคนออกเพื่อลดค่าใช้จ่าย และเฟรดก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้ว่าเขาจะตกใจกับข่าว แต่ก็แปลกที่เขาไม่ได้อารมณ์เสีย ในทางตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกโล่งใจระคนตื่นเต้น
เขาเอาสิ่งนี้เป็น ''สัญญาณ'' ที่จะไล่ตามความฝันของเขา คิดว่าเขากำลังถูกปูทางสู่อนาคตใหม่ เขารู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ในอนาคตคือการเดินทางไปสู่ความมั่งคั่ง มีวิถีชีวิตที่สนุกสนานมากขึ้น เขาจะมีการควบคุมชีวิตของเขาที่มากขึ้น มีเสรีภาพทางเวลา และมีเงินเต็มบัญชีธนาคาร

ความจริงคือสิ่งที่เจ็บปวด : เทรดกระดาษกับเทรดจริง
เฟร็ดเอาส่วนหนึ่งของเงินฝากออมทรัพย์ของเขาและย้ายไปใส่บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของเขา เขารู้สึกประสาทนิดหน่อยที่ซื้อขายด้วยเงินจริงมากกว่าเพียงแค่การเทรดกระดาษ (paper trade)

เขาเริ่มไม่สบายใจ เมื่อระบบที่เขาพัฒนาในช่วงระยะเวลาของการเทรดกระดาษจนประสบความสำเร็จ ดูเหมือนจะทำงานไม่ได้ดีด้วยเงินจริง

เมื่อเขาเทรดกระดาษเขาไม่เคยลังเลที่จะเข้าเทรดเมื่อเขารู้สึกว่ามันถูกทาง ส่วนใหญ่เขาเทรดประสบความสำเร็จ  win/loss ratio ได้รับอย่างต่อเนื่องสูงกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากเกิดความเสียหายที่เกิดจากการซื้อขายจริงเขาพบว่าตัวเองสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบที่เขาตั้งขึ้นมาจาก paper trade

เขาพยายามที่จะปรับเปลี่ยน แต่ win/loss ratio ยังลดลงแตะพื้น หลายวันผ่านไปก็ไม่มีผลกำไรสุทธิและเฟร็ดเริ่มที่จะหวาดกลัว

อย่างไรก็ตาม....เขาจำเป็นต้องซื้อขายทุกวันเพราะเป็น day trader ที่เขาต้องการทำเช่นนี้ด้วยความหวังว่ามันจะทำกำไรครั้งละเล็กๆน้อยๆ เพื่อสะสมให้ได้ทุกวัน อีกไม่นานก็จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ไปเอง

แม้ท้อใจมากขึ้น แต่เฟร็ดพบว่าตัวเองหนึบติดคอมพิวเตอร์มากที่สุดกว่าที่เขาเคยทำงานวิศวกรรมของเขา กระนั้นก็ไม่ได้รู้สึกพ่ายแพ้ แต่เฟร็ดต้องยอมรับว่ามันไม่สนุกอีกต่อไป เขารู้สึกอีกครั้งว่าติดอยู่ในกิจวัตรประจำวันที่ดูดความสุขออกไปจากชีวิตของเขา

แต่เขายังไม่พร้อมที่จะยอมแพ้ เขาเป็นคนที่มุ่งมั่นที่จะทำให้การเทรดของเขาประสบความสำเร็จ

ชีวิตต้องก้าวไปข้างหน้า
เฟร็ดเชื่อว่าเขาเป็นคนฉลาดที่จะทำได้ดีในกิจกรรมทางปัญญาใดๆก็ตาม เขาต้องการที่จะประสบความสำเร็จในทางการเทรดให้ได้ พยายามหาที่เรียน ศึกษาเทคนิคอลให้มากขึ้น และหาระบบชั้นสูงเพื่อยกระดับและปิดช่องว่าง

เขาถามตัวเองตลอดเวลาว่า:
ฉันจะได้ความรู้ในวิธีการที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร?
มีความลับที่จะทำให้ฉันเทรดชนะได้ทุกครั้ง?
ฉันสามารถสร้างกลยุทธ์แห่งชนะของตัวเองได้มั้ย?

เฟร็ดไม่รีรอที่จะเปลี่ยนจากเว็บไซต์หนึ่งไปยังอีกเว็บเพื่อมองหาคำแนะนำ แถมกล้าจ่ายเงินและใช้เวลาเพื่อเทคคอร์ส รวมถึงสมัครเป็นสมาชิกของซอฟต์แวร์ราคาแพง เพื่อจะปรับปรุงวิธีการเทรดของเขา
เขายังคงหวังว่าสักวันหนึ่งจะต้องประสบความสำเร็จ



Stacey เทรดเดอร์แม่ลูกอ่อน

Stacey Braverman และ Brad สามีของเธอ อยากมีลูก พวกเขาเริ่มวางแผนจัดไลฟ์สไตล์เพื่อรองรับการมีน้อง ทั้งคู่ลงความเห็นว่าสเตซี่ควรลาออกจากงานเพื่อดูแลลูกเป็นอย่างน้อยสามปี พวกเขาต้องการความมั่นใจว่าลูกจะได้รับการดูแลใส่ใจที่ดีจากพ่อแม่ เพื่อให้เติบโตอย่างมีความสุขและสุขภาพดี

ผลสรุปของการตัดสินใจครั้งนี้ต้องมีคนที่เสียสละอย่างสูง

สเตซี่จำเป็นต้องออกจากงานที่ให้ค่าจ้างแพง ตำแหน่ง sales representative ที่เธอทำมาหลายปีนั้น เธอทำได้ดีได้เป็นโปรดิวเซอร์ระดับท็อป สามารถสร้างรายได้ให้บริษัทจำนวนมาก ส่งผลให้หล่อนได้ค่าคอมมิชชั่นสูง อันเป็นส่วนหนึ่งของรายได้หลักของครอบครัว

อย่างไรก็ตาม, มันเป็นเรื่องยากที่แบรดจะต้องแบกภาระหนักคนเดียว พวกเขาจำต้องหารายได้เสริม โดยมีทางเลือกคือสเตซี่ต้องทำงานพาร์ทไทม์เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของสามี

หลังจากที่คิดอย่างรอบคอบ พวกเขาพบแผนที่ทั้งคู่เห็นด้วย สเตซี่ควรเรียนรู้เพื่อเป็น Forex trader พวกเขาต้องการให้หล่อนทำงานที่บ้าน จากการรับรู้มาว่าการเทรดฟอเร็กซ์นั้นสามารถทำเงินได้มาก แต่ในเวลาเดียวกันมันก็มีความเสี่ยงสูง จึงต้องมีการแบ่งเงินจำนวนหนึ่งที่ยอมเสียได้มาลงทุน อีกทั้งสเตซี่เองก็มีความรู้ทางธุรกิจ, คณิตศาสตร์ และตรรกศาสตร์ และเธอน่าจะใช้สิ่งที่เธอรู้ทั้งหมดเพื่อการเทรด Forex ได้ มันจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะมาก

สเตซี่วางแผนที่จะอุทิศเวลาส่วนใหญ่ของเธอเพื่อดูแลลูก
โดยใช้เวลาเทรดแค่เพียงสามชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

ช่วงที่เธอตั้งท้อง, ก็เริ่มฝึกเทรด รับการโค้ชจากพี่เลี้ยงผู้มีประสบการณ์ และยังมีการทดสอบทักษะของตัวเองใน demo trading account ด้วย

สองเดือนต่อมา เธอได้ setup ระบบเทรดที่เหมะสมกับบุคลิกและความรู้ของตัวเอง มันทำให้เธอมีความศรัทธาและเริ่มเทรดด้วยเงินจริงได้ในเวลาต่อมา

เจ็ดเดือนจากนั้น Brad Jr. ก็ลืมตาดูโลก สเตซี่ลาออกจากงานและก็เริ่มเทรดฟอเร็กซ์ตามแผนที่วางไว้แล้ว สิ่งที่ประหลาดใจเธอมากก็คือการพบว่าตัวเองทำเงินได้มากกว่าตอนเป็นลูกจ้างเสียอีก-แม้จะทำงานแค่วันละสามชั่วโมงก็ตาม



เธอเอ็นจอยกับการเทรดมากๆ แต่ก็ยังระมัดระวังตลอด เพราะเธอได้เรียนรู้จากการฝึกว่า "ทุกครั้งที่เข้าเทรด มันคือการซื้อขายครั้งใหม่"

เธอเข้าใจว่าการเทรดเป็นมากกว่าการเดาว่าทิศทางของราคาเคลื่อนที่ถูกทาง แต่มันมีทั้งการศึกษาโดยเจตนาของปัจจัยพื้นฐานของตลาดโดยรอบ และการเคลื่อนไหวของราคา รวมถึงการเข้าถึงจิตวิทยาของเทรดเดอร์ด้วยกัน เธอจึงเป็นคนที่ระมัดระวังตลอดเวลา


A Typical Afternoon of a Trader
มีวันหนึ่ง ตอนที่สเตซี่ให้นม Brad Jr. พร้อมกับดู Bloomberg Financial News เธอเหลือบไปมองจอคอมและสังเกตุเห็นว่าการเทรดครั้งล่าสุดถูกหยุดเพราะขาดทุน จึงเปิดบันทึกการเทรดดูเพื่อตามเช็คร่องรอยการเทรด จากนั้นก็บันทึกหน้าจอแล้วเอาไปแปะใว้บน worksheet แล้วก็วิเคราะห์การเทรด

สเตซี่โพสหัวข้อ losing trade และ $120 ที่ขาดทุนลงไป ใน spreadsheet อีกอัน ที่ตั้งชื่อว่า ‘‘the P&L and Win/Loss Ratio’’ เธอดู running P&L column และ the Win/Loss column พบว่าตัวเองมี 68 % trade wins และกำไรของเธอยังน้อยกว่าเป้าหมายรายเดือนที่ตั้งไว้นิดหน่อย

หลังจากเอา Brad Jr. เข้านอน เธอกลับไปที่งานเทรดอีกครั้งเพื่อทดสอบรายละเอียดของสิ่งที่เพิ่งเกิด จากประสบการณ์,เธอได้เรียนรู้ว่ารู้สึกผิดที่ไม่อดทนเพียงพอเพื่อรอการคอนเฟิร์มก่อนเข้าเทรด แต่ก็ไม่ได้จิดตกกับมันนักเพราะเธอรู้ว่าที่ต้องทำคือเตือนตัวเองบ่อยขึ้นให้เทรดอย่างอดทนกว่านี้

เมื่อจบวัน หลังจากรีวิวกิจกรรมการเทรด สเตซี่ก็ล็อกอินเข้าเว็บไซต์ของโค้ช และเข้าไปที่ห้องแช็ท โพสต์หน้าจอของชาร์ทที่เธอขาดทุน และตั้งคำถามเพื่อนว่า "คุณคิดว่านี่เป็นการเทรดที่มีศักยภาพจาก setup นี่มั้ย?" แล้วลุกขึ้นไปทำงานบ้านต่อ คอยกลับมาดูจอว่ามีใครตอบบ้าง และก็เป็นอย่างคาด-เธอได้รับคำตอบที่มีค่าตามที่เธอต้องการ

สเตซี่จ่ายค่าธรรมเนียมเป็นเงินจำนวนมากเพื่อที่จะได้รับการชี้นำจากโค้ชที่มีประสบการณ์สูง และใช้เว็บไซต์นี้เป็นตัวเชื่อมต่อกับเพื่อนเทรดเดอร์ เพื่อแชร์ไอเดีย และเคล็ดลับ นอกนั้นยังได้รับการสนับสนุนและการปลุกกำลังใจเมื่อเธอต้องการ เธอรู้ว่ายอดเงินที่เธอจ่ายจำนวนมากนี้เป็นการจ่ายที่สมเหตุสมผล



(เฟรด) Trader by Chance เป็นเทรดเดอร์แบบไม่ได้วางแผน
ตอนเริ่มนั้น เฟรดเข้ามาเทรดเพราะเพื่อนเก่าเล่าให้ฟังถึงโอกาส เขาหลงเข้ามาเพราะเชื่อเพื่อนโม้ว่าการเป็น day trader นั้นเป็นชีวิตที่สวยงามมาก ไม่มีการคิดหน้าคิดหลังและวางแผนการก่อนกระโจนเข้ามาเทรดเต็มตัว

- เขาไม่ได้วางแผนเรื่องการศึกษาวิธีการเทรด
- เขารับรู้แค่เรื่องของผลตอบแทนที่มีศักยภาพจากเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ได้พิจารณาเรื่องของความเสี่ยง
- การตัดสินใจเทรดของเขาเกิดจากแรงตอบโต้(ถูกให้ออกจากงาน) และการเทรดก็ไม่ได้สอดคล้องกับทักษะหรือบุคลิกภาพของเขาเลย

- สาเหตุสำคัญที่เข้ามาทำอาชีพนี้เพราะว่าเขาเชื่อสตอรี่ที่อดีตเพื่อนร่วมงานโม้ให้ฟังเท่านั้น

- เฟร็ดก็ไม่ได้ทดสอบระบบเทรดอย่างละเอียดก่อนที่มันรายได้ให้อย่างแท้จริง

- เขาได้ซื้อขายด้วยบัญชีซื้อขายกระดาษ(paper trade) ไม่ได้เทรดโดยใช้เงินจริงๆสักครั้งเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าต้องคาดหวังสิ่งใดเมื่อเทรดด้วยเงินจริงแล้วเกิดขาดทุนขึ้นมา

- แย่กว่านั้นเขาปล่อยให้อารมณ์เป็นใหญ่เมื่อเขาซื้อขาย การขาดทุนเล็กน้อยในตอนเริ่มต้นทำให้เขาสงสัยเกี่ยวกับระบบเทรดของเขา (แม้ว่าจะมี win/loss ratio of 75% ในการซื้อขายบนกระดาษก็ตาม)
แน่นอนมันต้องมีความบกพร่องในระบบ แต่เขาไม่มีประสบการณ์มากพอที่จะค้นหาให้เจอและแก้ไขมัน เนื่องเพราะเขาไม่มีกลยุทธ์ที่จะติดตามหาจุดรั่วไหลนั้น

จากเหตุการณ์นั้นทำเขาคิดว่าตัวเองขาดเทคนิคลับบางอย่าง หรือต้องการได้ระบบเทรดที่มีประสิทธิภาพมากว่านี้ ดังนั้นเขาจึงอุทิศเวลา, เงิน ให้มากขึ้น เพื่อค้นหามัน(จากคนเก่งหรือกูรู) เฟรดจึงทำให้ตัวเองประสบความล้มเหลว


(เทรซี่) Trader by Plan เป็นเทรดเดอร์ตามแผน

ในทางกลับกัน Stacey ได้วางแผนก่อนที่เธอจะเริ่มอาชีพเทรดเดอร์ เธอเข้าฝึกอบรมและได้รับการเทรนเพื่อเตรียมความพร้อมทางจิตใจและเทคนิคที่จะกลายเป็นเทรดเดอร์ เธอรู้ตารางเวลาสำหรับการออกจากงานของเธอและการวางแผนขั้นตอนที่นำไปสู่การเป็นเทรดเดอร์

เธอเริ่มต้นแบบเล็กๆ และล้มเหลวอย่างรวดเร็วเพื่อตรวจสอบระบบการซื้อขายของเธอก่อนที่จะพัฒนาระบบที่มีประสิทธิภาพที่สามารถพึ่งพาอย่างเต็มที่ กระนั้นก็ยังคงมีความผิดพลาดแม้จะมีการทดลองมาก่อน เมื่อมันเกิดขึ้นเธอก็ไม่ได้หงุดหงิด

สเตซี่ใจเย็นติดตามการซื้อขายของเธอและวิเคราะห์ความล้มเหลว
สำหรับเธอแล้ว, ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องได้รับเป็นบทเรียนและเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่จะเข้าไกล้ประสบความสำเร็จ

และเธอก็ไม่ได้เรียนรู้และเทรดเพียงคนเดียว เธอใช้โค้ชและเพื่อนเทรดเดอร์ให้ความคิดเห็นและปรับปรุงผล จนกลายเป็นประสบการณ์และการเรียนรู้


(เฟรด) เทรดเดอร์ผู้ "ทุ่มเท" ... หรือ "ขี้เกียจ" กันแน่?
ตอนที่เฟร็ดทำงานให้กับบริษัทวิศวกรรม, เขาเป็นพนักงานที่ทุ่มเทและมีความรับผิดชอบ เขาจะไปสำนักงานของเขาตรงเวลาทุกวันและไม่เคยพลาดเส้นตายของโปรเจกต์ ก่อนส่งงานก็มีการตรวจสอบให้แน่ใจว่ามันมีคุณภาพถึงแม้ว่ามันจะทำให้เขาต้องทำงานล่วงเวลาเพิ่มก็ตาม

ตลอดเวลาที่เขาเป็นพนักงาน, ก็มีผู้จัดการและผู้บังคับบัญชาของเขาให้คำแนะนำทุกขั้นตอนตลอดเวลาทำงานของเขา

แต่สิ่งที่แตกต่างกันหลังจากที่เขาออกจากโลกของบริษัท และกลายเป็นเทรดเดอร์

เฟร็ดมีความสุขกับเสรีภาพในเวลาการเทรด เขาสามารถเริ่มต้นกทำงานในเวลาใดก็ได้ เลือกจะทำงานกี่ชั่วโมงก็ได้ต่อวัน อยากพักก็พัก ไม่มีเป้าหมายแผนงานที่ต้องทำให้ได้ จึงรู้สึกสบาย (เฟร็ดก็ตั้งเป้ายอดรายได้อยู่นะ แต่ก็ทำไม่เคยถึง มันง่ายมากที่จะบอกตัวเองว่า ค่อยพยายามให้หนักในคราวหน้าก็แล้วกัน)

สำหรับเพื่อนและครอบครัวของเขา, เฟร็ดดูเหมือนเป็นเทรดเดอร์ที่ทุ่มเท กิจกรรมการเทรดของเขาทำได้ถึง 80% ของชั่วโมงการทำงาน เขานั่งติดโต๊ะทำงาน เขาดูยุ่งกับการดูกราฟและวิเคราะห์ตลาด ตัดสินใจยุ่งยากในการเข้าเทรดแต่ละครั้ง และเมื่อไม่ได้เทรด เขาก็เข้าร่วมฟอรั่มเทรดเดอร์เพื่อแลกเปลี่ยนเคล็ดลับกับเทรดเดอร์คนอื่นๆ ค้นคว้าตลาด และเข้าเว็บไซต์ของกูรูเพื่อรับคำแนะนำและแรงบันดาลใจ

เขาไม่มีเวลาสำหรับชีวิตนอกเหนือจากการเทรด ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเวลาสำหรับงานอดิเรก ไม่มีสำหรับเพื่อนและครอบครัว

ลึกๆแล้ว เฟร็ดรู้ว่ามีบางสิ่งผิด เพราะเขาไม่ได้ทำเงินได้อย่างยั่งยืน เงินในบัญชีเขาไม่ได้เพิ่มขึ้น และเขาก็ไม่ได้มองเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนในฐานะเทรดเดอร์

เขาเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นี้มันถูกต้องอยู่หรือเปล่า แต่ด้วยความที่เป็นคนฉลาด เขารู้ทันทีว่าส่วนใหญ่ของชั่วโมงที่เขาใช้ในการเทรดเป็นชั่วโมงที่ไร้ค่าโดยสิ้นเชิง เฟร็ดใช้เวลาของเขาอย่างไม่มีจุดหมายไม่ทราบว่าจะมุ่งหน้าไปทางไหน

เมื่อเฟร็ดทำงานมากแต่ไม่ได้ผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เขาจึงเป็นเพียงแค่ "คนขี้เกียจ"



(เทรซี่) The Life of a Trading Mom ชีวิตของคุณแม่นักเทรด
ในอีกมุมของเมืองเดียวกัน, Stacey ได้รับการใช้ชีวิตที่มีการสะดวกสบายมากขึ้นกว่างานประจำก่อนหน้านี้ การเป็นทั้งเทรดเดอร์และแม่ของเธอมันไม่ใช่เรื่องง่าย มันทดสอบหล่อนในเรื่องของการจัดการและทักษะการทำงานแบบ multitasking

แต่คุณแม่มือใหม่คนนี้ก็ทำได้ดี และก็เพลิดเพลินในทุกช่วงเวลา

Stacey ถือว่าตัวเองต้องรับผิดชอบสำหรับการประกอบอาชีพเทรดเดอร์ของเธอ หล่อนรู้ว่าตัวเองมีเวลาเทรดที่จำกัด ดังนั้นจึงต้องวางแผนให้ดี เธอจะนั่งโต๊ะทำงานในเวลาเดียวกันทุกวัน (หลังจากให้ลูกนอนหลับ) ทำงานในจำนวนชั่วโมงคงที่ หล่อนเป็นคนที่ตรงต่อเวลามาก - เว้นแต่สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นจากการเทรดของเธอ

สเตซี่เป็นคนที่มีระเบียบ, และคาแรกเตอร์นี้ก็แสดงให้เห็นผ่านการเทรดของเธอ หล่อนรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีเวลามากมายหรือเงินทุนพิเศษที่จะเสีย(แบบไร้สาระ) ดังนั้นก่อนที่เธอจะลาออกจากงานและเริ่มอาชีพเทรดแบบจริงจัง หล่อนก็ได้ setup ระบบซื้อขายและการทดสอบกระทั่งพิสูจน์ให้รู้ว่าเวิร์ค นอกจากนั้นก็ยังได้รับคำแนะนำจากโค้ชของเธอด้วย

Stacey ได้เขียนแผนธุรกิจด้วย ถึงแม้มันมีเพียงแค่ 9 หน้าและไม่ได้ซับซ้อนอะไร ดังนั้นเธอจึงเว้นบางช่วงไว้ให้ตัวเองมีช่องว่าในการปรับระบบการซื้อขายให้ยืดหยุ่น

เธอเป็นคนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว, ตารางเวลาการทำงานแต่ละวัน, วิธีการในการติดตามผลการดำเนินงานของ รวมถึงวิธีการจัดการเงิน -- แม้กระทั่งก่อนที่เธอจะเริ่มการซื้อขาย

หล่อนพยายามทั้งหมดนี้เพื่อ ''ทำมันให้เป็นระบบ'' แม้การซื้อขายของเธอจะดูเหมือนว่าน่าเบื่อในตอนแรก แถมในบางจุดเธอก็มีคำถามในเรื่องของความจำเป็นว่าควรทำหรือไม่ แต่เธอก็ไม่ยอมทำตามแผนนั้น

ท้ายที่สุด, เธอก็ได้วางระบบเทรดที่เป็นลักษณะการธุรกิจจริงๆ จนมั่นใจว่าสามารถไปถึงเป้าหมายได้แน่นอน

และเธอคิดถูก -- ยิ่งกว่าถูกเสียอีก เธอไม่ได้ทำได้ดีแค่การเป็นเทรดเดอร์และเป็นแม่ เธอยังทำเงินได้มากกว่าตอนเป็นลูกจ้างเสียอีก -- โดยใช้ชั่วโมงการทำงานน้อยกว่ามาก แถมยังมีเวลาเหลือให้กับครอบครัวอีกโข


คำถามที่เราควรตั้ง ก่อนจบบท
ถึงจุดนี้, คุณควรกระจ่างแล้วล่ะว่าเทรดเดอร์แบบไหนดีกว่ากัน ใครมีโอกาสประสบความสำเร็จกว่ากัน ใครมีแนวโน้มจะล้มเหลวก่อน
คำถามคือ "อะไรที่ทำให้สองคนมีความแตกต่างกัน?"



The Futile Search for the ‘‘Perfect System’’
มันเปล่าประโยชน์ที่จะค้นหา "ระบบที่สมบูรณ์แบบ"
ขอยกอีกตัวอย่าง, ปีเตอร์ ลูกค้าที่ผู้เขียนโค้ชให้ เขาเป็นคนที่มีทักษะการเทรดดีมาก แม้จะเป็น part-time trader ก็ตาม (และตั้งใจจะเทรดเต็มเวลาแบบมืออาชีพในไม่ช้า) เขาผ่านการเคี่ยวกรำ ศึกษา เรียนรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคา, Fibonacci,แนวรับ-แนวต้าน,chart patterns, moving averages, และ technical indicators อื่นๆ

เขาพยายามค้นหาและทำความเข้าใจ price action และทำการบ้าน+ทดสอบ indicator ต่างๆอย่างทุ่มเท ผู้เขียนพบว่าปีเตอร์ดูกราฟเป็น มีทักษะเทียบเท่ากับมืออาชีพ บางทีอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อเขายังต้องทำงานประจำด้วย จำต้องต้องทุ่มเวลาตอนกลางคืนรวมทั้งวันหยุดเพื่อเรียนรู้

แต่อย่างไรก็ตาม, ผู้เขียนก็รู้สึกฉิวเล็กน้อยเมื่อเจอคำถามจากเขาว่า "ผมยังขาดเทคนิคอะไรอีกบ้าง? มีกลยุทธ์อะไรที่ดีกว่านี้บ้างครับ?"

นี่เป็นคำถามที่ผู้เขียนเจอประจำจากเทรดเดอร์ทั้งหลาย มันแสดงให้เห็นว่าปีเตอร์ไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำเพื่อให้ประสบความสำเร็จ หรือบางทีอาจจะเป็นเพียงเขาแค่เข้าใจผิด

จากประสบการณ์ของผู้เขียน พบว่าเทรดเดอร์ส่วนใหญ่เป็นเช่นปีเตอร์ พวกเขาคิดว่าการเทรดคือต้องเก่งในทักษะทางเทคนิคอลทุกอย่าง เพื่อที่จะนำไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล chart price และตัดสินใจซื้อขายได้อย่างชาญฉลาด สำหรับพวกเขาแล้ว,กุญแจที่จะเอาชนะในเกมการเทรดได้ก็คือความเอกอุในเชิงเทคนิคอลหรือกลยุทธ์ที่การันตีว่าเทรดแล้วชนะ

นี่แหละทำไมพวกเขาจึงทุ่มเททุกสรรพกำลังเพื่อค้นหาเคล็ดลับที่จะพัฒนาทักษะทางเทคนิคอลของเขาแม้ว่าพวกเขาอาจจะมีสิ่งนั้นอยู่แล้วด้วยซ้ำ

พวกเขามีความกระตือรือร้นที่จะทดลองซอฟท์แวร์ใหม่ล่าสุดและกระโดดข้ามไปอีกเว็บไซต์เพื่อมองหาชิ้นส่วนเปลี่ยนชีวิต

ในระยะสั้น, พวกเขาเพียรมองหา ค้นหา เสาะหา โดยมีความหวังว่าจะพบ "ระบบที่สมบูรณ์แบบ" ที่จะเปลี่ยนเปลงการเทรดของเขาให้กลายเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ



แต่น่าเสียดาย, ที่สิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้น การค้นหาระบบการเทรดที่ไม่ผิดพลาดเลยนั้น มันคือความว่างเปล่า เพราะ Holy Grail นั้นมันไม่มีอยู่จริง

ซ้ำร้าย, มันยังกักขังพวกเขาให้ติดอยู่ในกับดักที่เรียกว่า Technical Trader’s Trap ที่จำกัดศักยภาพอันที่จะผลักดันให้ประสบความสำเร็จในอาชีพเทรดเดอร์ และยังทำให้พวกเขาเสียเงินที่ได้มาอย่างยากเย็น

การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงนั้น, มันเริ่มต้นในตัวคุณเอง
ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพและครูมาตลอด 30 ปี มีโอกาสอยู่ไกล้ชิดผู้คนระดับท็อปในอุตสาหกรรมนี้ ได้สังเกตุพบคือ-แม้ว่าเกือบทั้งหมดของเขาเหล่านั้นจะเชียวชาญทักษะทางเทคนิคอล แต่มันก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาไปได้สุด

การเรียนรู้ทักษะผู้ประกอบการและการบ่มเพาะนิสัยที่ถูกต้องต่างหากเล่าที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ

ใช่, เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จคือ Entrepreneurial Trader ที่ปฏิบัติการเทรดแบบทำธุรกิจจริงๆ และหลอมรวมสไตล์ของผู้ประกอบการมาจัดการธุรกิจการเทรดของเขา

Entrepreneurial Trader เหล่านี้ ต่างมีการตั้งเป้าหมาย วางแผนธุรกิจ ทบทวนแผนการดำเนินการของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงตัวเอง

ดังนั้นจึงคาดหวังความสำเร็จได้เลย

ในทางตรงกันข้าม, เทรดเดอร์ส่วนใหญ่คือ ‘‘technical junkies’’ (ขอทานทางเทคนิคอล) ที่ดักตัวเองอยู่ในกับดักของเทคนิคอลเทรดเดอร์(Technical Trader’s Trap) หมกมุ่นอยู่กับรอรับความรู้ใหม่ๆจากกูรู หรือการทดลองระบบการซื้อขายใหม่ๆ เพื่อจะทำรายได้ที่สม่ำเสมอ

วิธีที่เปลี่ยนจาก Technical Junkie ให้กลายเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จคือการปรับปรุงตัวให้เป็น Entrepreneurial Trader นั่นเอง



อยากประสบความสำเร็จ
ต้องเทรดแบบทำธุรกิจ เลิกเทรดแบบทำงานอดิเรก

เมื่ออ่านมาถึงตอนนี่ ท่านคงไม่แปลกแล้วล่ะ กับการที่ Fred ผู้ที่เป็นเป็นวิศวกรเงินเดือนสูงที่เบื่องาน จึงกระโดดเข้ามาเล่นหุ้นเพราะประทับใจในสตอรี่ความสำเร็จของการเป็นเทรดเดอร์ ที่เพื่อนเล่าให้ฟัง จึงเข้าตลาดด้วยความหวัง

หนึ่งปีผ่านไป ในการเป็นเทรดเดอร์ เขายังคงอยู่ในกระบวนการมองหาสูตรลับสำเร็จรูป(secret strategy) จากเหล่ากูรูที่การันตีว่าเรียนแล้วรวยแน่ เขาเรียนและเรียน เพื่อหาสูตรลัด แต่กระทั่งวันนี้เขาก็ยังไม่มีกำไรจากการเทรด ขาดทุนเป็นประจำ ทั้งๆที่เขาจะทำตามสูตรเหล่านั้น เวลานี้เขารู้สึกว่าคิดผิดเพราะไม่อาจทำเงินได้พอที่จะเลี้ยงชีพจากการเทรด

ส่วน Stacey ที่เริ่มต้นอาชีพเทรดอย่างช้าๆแต่มั่นคง เธอใช้เวลาเป็นเดือนเพื่อก่อสร้างระบบและทดสอบเพื่อพิสูจน์กลยุทธ์ ที่เธอคิดว่ามันจะสะดวกสบายในบั้นปลายที่สุด แม้ว่าการเลือกและทดสอบกลยุทธของเธอจะใช้เวลานานและเจ็บปวด และผลของการพยายามแบบนี้เองทำให้เธอมีรายได้ที่มั่นคงที่สนับสนุนชีวิตของเธอและครอบครัว

ในเวลาเดียวกัน อิสระของอาชีพเทรดเดอร์มีให้ มันอนุญาติให้เธอเป็นแม่บ้าน (stay at home mother) ถ้าทุกอย่างลงตัวเธอคงไม่ต้องตัดสินใจกลับไปทำงานหาเงินเมื่อลูกโตขึ้น ในระยะนี้ของอาชีพเทรดเดอร์ มันให้ความยืดหยุ่น, การประตุ้นทางปัญญา และให้ผลตอบแทนที่ดี

ไม่มีความต่างที่เป็นนัยยะระหว่าง Fred กับ Stacey ในรูปแบบของ ความฉลาด, ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในอดีต และทักษะส่วนตัว

พวกเขาต่างเป็นมืออาชีพ (ในมุมของสายงาน) และพวกเขายังหนุ่มสาว มีปัญญา กระตือรือล้น และกระหายความสำเร็จ


แต่ความต่างก็คือแนวทางที่ใช้ในการเทรด (the way they treat trading)


Fred เป็นเหมือนเทรดเดอร์จำนวนมาก ที่ติดกับ Technical trader's trap เขาเหล่านี้ เป็นเทรดเดอร์แบบทำงานอดิเรก (hobbyist trader) หรือ Technical Junkie ที่แม้ว่าเขาจะอยู่ในตลาดนานมาก รู้เทคนิคเคล็ดลับมากมาย ร่ำเรียนเทคคอร์ส นับไม่ถ้วน ซื้อขายหุ้นรายวันเยอะแยะ

แต่พวกเขาก็ยังไม่ใช่มืออาชีพในทางการเทรด เพราะขาดมุมมองทางธุรกิจในด้านการเทรด

ส่วน Stacey กลายเป็นคนส่วนน้อยของเทรดเดอร์ที่ซึ่งมองการเทรดเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง และพิถีพิถัน เธอเป็นพวก Entrepreneurial trader ที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร ยึดมั่นในธุรกิจ วางแผนในการเทรด และเทรดอย่างมีแผน และรับผิดชอบในอาชีพการเทรด 

ซึ่งนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนี้อย่างไม่ต้องสงสัย (ดูรูปแรก อันแสดงถึงความต่างทั้งหมด)

เทรดเดอร์ผู้ที่ติดอยู่ในกับดักอย่าง Fred จะไม่เข้าใจว่าการเทรดนั้นต้องทำแบบเดียวกับการทำธุรกิจจริงๆ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ทุกข์ร้อนในการวางแผนธุรกิจเพื่อการเทรด พวกเขาแค่เปลี่ยนระบบไปเรื่อยๆเผื่อจะเจอที่ใช่สักอัน เขาไม่เคยหาสักแบบที่เหมาะกับนิสัยและสิ่งที่ชอบ ไม่มีสักอย่างที่เป็นระบบ

จึงทำให้เขาผิดพลาดจากการใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลในการเทรด พวกเขาใช้ใจในการตัดสินสิ่งที่สำคัญในการเข้าซื้อ, cut loss, และจัดการเงินทุน

เทรดเดอร์เหล่านี้ไม่สนใจที่จะเกาะติดโค้ชที่ให้คำปรึกษาหรือเสนอการช่วยรับผิดชอบ(external accountability) ความอิสระที่อาชีพนักเล่นหุ้นมี(คือไม่ fix เวลาเข้างาน, ไม่มีกำหนดชั่วโมง และไม่มีเป้าหมายรายวัน) อันส่งเสริมให้พวกเขาขาดวินัย

ความเป็นอิสระนี้เองก็ทำให้บางคนทำงานมากเกินไปเพราะว่าไม่ได้ออกแบบชีวิตการทำงานให้เป็นกิจจะ หนำซ้ำการทำงานมากชั่วโมงก็ดันไม่ยังให้ผลกำไรเพิ่มขึ้นเลย เพราะส่วนใหญ่หมดเวลาไปกับกิจกรรมที่ไร้ประโยชน์


แต่ Entrepreneurial trader เข้าถึงเกมการเทรดแตกต่างออกไป พวกเขาปฏิบัติต่อการเทรดแบบเดียวกับการทำธุรกิจ ที่ต้องอาศัยการวางแผน-ดำเนินงานและจัดการที่ดี พวกเขาเป็นเจ้าของธุรกิจจริงๆและใช้ความคิดริเริ่มเพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมได้หมด

เริ่มตั้งแต่การออกแบบแผนธุรกิจที่แจงรายละเอียดที่สำคัญอันจะส่งเสริมธุรกิจ รวมถึง เป้าหมายระยะสั้น-ระยะยาว, เทคติกที่ถนัด และยุทธวิธีอันจะพาไปให้ถึงเป้าหมายและแผนจัดการทรัพยากร(เวลาและเงิน)

Entrepreneurial trader ไม่ใช่นักวางแผนแต่อย่างเดียวแต่พวกเขายังติดตามการดำเนินงานของตัวเองด้วย มักจะมีระบบที่บงการ input, กระบวนการ และผลที่คาดหวังอย่างแม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่แหละที่ทำให้พวกเขาได้รับผลสำเร็จ เมื่อเขาเอาระบบไปใส่ในงาน-เขาจะทำอย่างมีวินัยสูงสุด โดยไม่ให้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องได้เลย

นอกเหนืออื่นใด Entrepreneurial trader เข้าใจความต้องการที่จะรักษาสมดุลในการใช้ชีวิตและการทำงาน รวมถึงรักษาสุขภาพตัวเองให้ดีอยู่เสมอ

-------------------------------------------------------------
-------------------------------------------
----------------------
----------------------
สนับสนุนโดย
สองเล่มข้างล่างนี้เป็นผลงานของผู้เขียนเองครับ
ไม่มี Holy Grail ครับ เป็นการบันทึกและสรุปความรู้ที่ผมได้พยายามศึกษาอย่างหนัก
จนได้ไอเดียเกี่ยวกับ Method ที่ผมคิดว่าง่ายและเหมาะสำหรับผม
หนังสือชื่อ"หุ้นซิ่ง สวิงเทรด" และ "หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่" ครับ

สนใจติดต่อสั่งซื้อหนังสือทั้งสองเล่ม ได้ที่เพจ zyobooks : facebook.com/zyobooks ครับ

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

1-2-3 Price Pattern เบสิคของการ breakout

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง

แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO