The Anatomy of Elliott Wave Trading

โดย เซียว จับอิดนึ้ง facebook.com/zyoit

บทความนี้แปลจากหนังสือ Visual Guide to Elliott Wave Trading บทที่หนึ่ง ชื่อเดียวกัน

หลักการเทรดโดยใช้ Elliott Wave Pattern นั้น ผู้เขียนแนะนำว่า-เมื่อเปิดกราฟขึ้นมาแล้วให้พยายามมองหารูปแบบราคาทาง Elliott Wave ที่เรารู้จักก่อน เช่น มีประเภท impulse wave, ending diagonal, zigzag, flat หรือ triangle บ้างไหม?
เนื่องจากแพทเทิร์นพวกนี้จะเป็นรากฐานของ trade setup ของเราเอง เพราะถ้าหามันเจอได้อย่างรวดเร็วก็จะเกิดความมั่นใจในการวางแผน
และก็อย่าลืมคำถามง่ายๆที่ว่า "ตอนนี้มันเป็น Motive wave หรือ Corrective wave กันแน่นะ?”
เพราะ Motive wave นั้นเป็นตัวกำหนดทิศทางของเทรนด์(แนวโน้มหลัก) โดยมี 2 แบบคือ impulse waves และ  ending diagonals
ส่วน Corrective wave จะวิ่งสวนกับทิศทางหลัก มี 3 แบบคือ zigzags, flats และ triangles
ถ้าคุณแยกแยะว่ามันเป็น motive หรือ corrective ได้ชัดแล้ว ก็จะเอาไปกำหนด trade setup ที่เป็นประโยชน์ได้เช่นกัน

ในบทแรกนี้เราจะมาเจาะลึกวิธีการใช้ส่วนประกอบหลักของการวิเคราะห์และการเทรดอันจะช่วยให้เรากพัฒนาตัวเองให้เป็น Elliottician ที่เก่งขึ้นและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราจะเจาะลึกวิธีการพัฒนาการเทรดโดยใช้กฎหลักของเวฟ(Wave Principle) ว่าเวฟไหนเหมาะกับการเทรดมากที่สุด guidelines ไหนบ้างที่ช่วยให้เราแยกแยะ Elliott wave pattern ได้ และทำไมจิตวิทยาการเทรดและการจัดการความเสี่ยง อันเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ-แต่เรามักกจะไม่ให้ความสำคัญ

How the Wave Principle Improves Trading
Wave Principle จะช่วยยกระดับการเทรดได้อย่างไร
ผู้เขียนชอบใช้ Wave Principle ในการใช้เทรดมาก ด้วยเหตุผลหลายอย่าง
แต่ก่อนจะถึงเรื่องราวของเวฟ เขราควรรู้จัก Technical Studies ก่อน เพราะจะถูกอ้างบ่อยในเนื้อหาข้างล่างในบทนี้
ตัว Technical Studies ที่ว่านี้ เราก็รู้จักกันดีอยู่แล้วล่ะ มี 3 แบบคือ
1) Trend-following indicators คือ moving averages, MACD, ADX
2) Oscillators ที่ใช้กันเยอะก็มี stochastics, rate-of-change และ CCI
3) Sentiment indicators คือ  put-call ratios และ Commitment of Traders report data

Technical Studies พวกนี้เป็นตัวช่วยให้เทรดเดอร์ทำงานใด้ดีขึ้นมาก แต่ส่วนใหญ่ก็มองไม่เห็นความสำคัญด้วยเหตุผลหลักๆคือ: เขามักจะโฟกัสไปที่ price action ที่เกิดล่าสุดและจับไปตีความเกี่ยวโยงกับภาพรวมของตลาดซะมากกว่า
ตัวอย่างเช่น, สัญญาณ MACD ของหุ้น  XYZ เป็นบวก ตีความได้ว่าเป็นแนวโน้มเป็นขาขึ้น ซึ่งให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
แต่มันจะไม่มีประโยชน์มากขึ้นเลย ถ้ามันไม่สามารถตอบคำถามว่า :
- นี่คือแนวโน้มใหม่หรือแนวโน้มเก่า?
- หากเป็นแนวโน้มขาขึ้น มันจะไปไกลได้แค่ไหน?
Technical Studies ส่วนใหญ่ก็จะไม่ให้คำตอบพวกนี้ชัดเจนนัก เช่น ความอิ่มตัวของแนวโน้ม และ ราคาเป้าหมาย - ทว่า Wave Principle บอกได้หมด


Five Ways the Wave Principle Improves Trading
นี่คือข้อดีงาม 5 ข้อ ของ Wave Principle  ช่วยยกระดับการเทรดของเราได้
1. มันช่วยระบุแนวโน้ม
2. มันช่วยระบุ Counter trend (การสวนแนวโน้ม-ย่อ)
3. มันกำหนดระยะเวลาครบกำหนดของแนวโน้ม
4. มันช่วยบอกราคาเป้าหมายที่แม่นยำสูง
5. มันบอกจุดสิ้นสุดของเทรนด์ได้


1. การระบุแนวโน้ม
Wave Principle ช่วยระบุทิศทางของแนวโน้มที่โดดเด่น ห้าคลื่นที่วิ่งขึ้นบ่งบอกว่าแนวโน้มโดยรวมเป็นขาขึ้น ตรงกันข้ามการวิ่งลงไปห้าคลื่นกำหนดว่าแนวโน้มที่มีขนาดใหญ่จะวิ่งลง
ทำไมข้อมูลเหล่านี้จึงสำคัญล่ะ?
เพราะมันเป็นเรื่องง่ายที่จะซื้อขายตามทิศทางของเทรนด์ที่โดดเด่นเนื่องจากมันเป็นเส้นทางที่มีความต้านทานน้อย อย่างที่เขาบอกว่า "แนวโน้มเป็นเพื่อนของคุณ" ผู้เขียนพบว่าการซื้อขายตามแนวโน้มง่ายกว่าการพยายามไปขายที่จุดสูงสุด หรือ ซื้อที่จุดต่ำสุดของแนวโน้ม ซึ่งเป็นความพยายามที่ยากเย็นและเป็นไปไม่ได้ที่จะแม่นยำอย่างต่อเนื่อง


2. การระบุ CounterTrend
Wave Principle ยังช่วยระบุ CounterTrend ได้
CounterTrend มีสามคลื่น-มันเป็นการปฏิกริยาตอบสนองต่อการเกิด impulse wave ที่เพิ่งวิ่งก่อนหน้านี้ หากรู้ว่าการเคลื่อนที่ในปัจจุบันนั้นเป็นเพียงการย่อตัวลงภายใต้แนวโน้มขนาดใหญ่เป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นโอกาสดีในการเพิ่ม position สำหรับเทรดเดอร์ เพราะแนวโน้มใหญ่ยังคงดำเนินไปในทางเดิม(เพียงแต่ว่าตอนนี้มันพักตัวเพื่อลดความร้อนแรง)
การที่เรารู้ว่า Elliott wave corrective patterns นั้นได้แก่ zigzags, flats และ triangles
มันช่วยให้คุณซื้อตรงจุดที่มัน pullbacks ลงมาในภาวะขาขึ้น และยังช่วยให้หาจุดขายออกตอนที่มันเด้งในช่วงขาลง ซึ่งมันได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นกลยุทธ์การซื้อขายที่ประสบความสำเร็จอย่างสม่ำเสมอ การรู้ว่าการเคลื่อนไหวของราคาใน CounterTrend มีลักษณะแบบไหน ทำให้คุณมีโอกาสเข้าไปทำเงินกับแนวโน้มนั้นได้


3. การระบุจุดอิ่มตัวของเทรนด์
จากการสังเกตของ R. N. Elliott พบว่ารูปแบบคลื่นที่มีขนาดใหญ่นั้น จะมีคลื่นขนาดเล็กอยู่ในตัวมันเอง การก่อตัวซ้ำๆของคลื่นขนาดเล็กนี้ เรียกว่า fractal ดังแสดงในรูปที่ 1.1
คลื่น (1) แบ่งออกเป็นห้าคลื่นขนาดเล็กอยู่ภายใน และมันยังเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบคลื่นใหญ่ที่มีห้าคลื่นอีกต่อ
ข้อมูลนี้มีประโยชน์อย่างไร?
มันจะช่วยให้เทรดเดอร์รู้ว่ามันได้ครบกําหนดของแนวโน้มแล้วยังไงล่ะ ตัวอย่างเช่น หากราคามันเคลื่อนที่ในเวฟ 5 ของห้าคลื่นที่ขึ้นมาแล้ว และเวฟ 5 ที่กำลังวิ่งอยู่นี้มีเวฟย่อยวิ่งจบไปแล้วสามหรือสี่คลื่น เทรดเดอร์ก็จะรู้ว่าตอนนี้ไม่อาจจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะเพิ่ม position แต่มันอาจจะเป็นเวลาที่จะ take profit หรืออย่างน้อยที่จะยกระดับ stop loss

ทั้งนี้, เนื่องจาก Wave Principle ช่วยระบุการ CounterTrend, และการอิ่มตัวของแนวโน้ม ก็ไม่ต้องแปลกใจว่า Wave Principle นั้นยังบอกสัญญาณการกลับมาดำรงสถานะของแนวโน้มหลัก
เมื่อราคามันสวนเทรนด์ไปทำสามขา (A-B-C) จบ ก็จะเป็นสัญญาณบอกว่าเป็นจุดที่แนวโน้มหลักกำลังจะกลับมาวิ่งไปต่ออีกครั้ง
เรียกได้ว่า, เมื่อราคาวิ่งขึ้นไปได้สูงกว่ายอดสูงสุดของขา B ได้แล้ว เราก็จะรู้ทันทีว่าแนวโน้มใหญ่ได้กลับมาวิ่งไปต่ออีก อันจะทำให้เราได้กำไรเพิ่มมากขึ้นไปอีก(ถ้าเรายังถือ position ตามแนวโน้มหลักอยู่): และโอกาสในการประสบความสำเร็จก็จะสูงขึ้นหากมีการใช้ Technical Studies ประกอบด้วย


4. ให้ราคาเป้าหมาย
สิ่งนี่แหละที่ Technical Studies ไม่สามารถบอกได้ - มันคือ "ราคาเป้าหมายที่มีความแม่นยำสูง(high-confidence price targets)" - อันเป็นสิ่งที่ Wave Principle บอกเราได้
เมื่อ R. N. Elliott เขียนเกี่ยวกับ Wave Principle in Nature’s Law ระบุว่า
ลำดับ Fibonacci เป็นคณิตศาสตร์อันเป็นพื้นฐานของ Wave Principle ที่แยกกันไม่ออกต้องใช่ร่วมกัน
ทั้ง impulsive และ corrective เป็นไปตามสัดส่วนของ Fibonacci ที่เฉพาะเจาะจง
ยกตัวอย่างเช่น motive wave ทั้งสาม ที่มีแนวโน้มการวิ่งเกี่ยวข้องกับ Fibonacci โดยมันจะวิ่งไปได้ถึงระดับ 1.618 หรือ 2.618 (ซึ่งแปรผกผันกันเป็น 0.618 และ 0.382) ดูรูป 1.2, 1.3 และ 1.4

นอกจากนี้ correction มักจะย่อลงไปเป็นร้อยละฟีโบนักชีของคลื่นลูกก่อน ระดับ Fibonacci ในส่วนย่อยนี้จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถกำหนดจุดเป้าหมายทำกำไรและระบุพื้นที่เข้าซื้อเมื่อราคาย่อลงไปถึงช่วงนั้น (ดูรูปที่ 1.5 และ 1.6 ประกอบเรื่องรายละเอียดของระดับฟีโบ)



5. ยืนยันการนับคลื่นผิด
การวิเคราะห์คลื่นช่วยให้เรารู้ตัวว่าสิ่งที่เรามองเอาไว้ผิดหรือถูกต้อง, ถ้าตีความผิดก็ต้องเริ่มนับใหม่ ไม่ควรดันทุรัง เพราะถ้าเรายังดื้อดึงเถียงกฎก็อาจจะทำให้เราล้มเหลวได้
ก็เป็นที่รู้กันแน่นอนว่า, ไม่มีใครคิดถูกทุกครั้งที่เข้าเทรด นักเก็งกำไรหลายคนก็เลยใช้ money management มาช่วยอุดช่องโหว่นี้
อย่างที่บอก Technical Studies ก็ไม่ได้ให้เบาะแสเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ Wave Principle ทำได้! -- โดยแอบเตือนเราในรูปแบบของกฎคลื่น 3 ข้อ สำหรับ impulse waves คือ:
กฎข้อที่ 1: คลื่นลูกที่ 2 ไม่สามารถลงไปลึกเกินกว่า100% ของคลื่น 1
กฎข้อที่ 2: คลื่นลูกที่ 4 ไม่ควรลงไปกินบริเวณราคาของคลื่น 1
กฎข้อที่ 3: คลื่น 3 ไม่ควรสั้นที่สุด
หากนับแล้วพบว่ามีการละเมิดส่วนใดๆ ของกฎเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการนับคลื่นไม่ถูกต้อง


The Four Best Waves to Trade
เวฟ 3, 5, A, และ C เป็นประโยชน์มากที่สุดสำหรับเทรด เพราะมันมุ่งเน้นไปในทิศทางของแนวโน้มใหญ่
เทรดเดอร์ที่ชอบเล่นยาวจะ long ในตลาดขาขึ้น (และ short ในตลาดขาลง) เมื่อเทียบกับคนเล่นสั้นจะขายในตลาดขาขึ้น(และซื้อในตลาดขาลง)
แต่โดยรวมแล้ว,การซื้อขายตามทิศทางของแนวโน้มเป็นเส้นทางที่มีความต้านทานน้อย
โปรดจำไว้ว่า ห้าคลื่นเป็นตัวกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของแนวโน้มขนาดใหญ่ ในขณะที่การเคลื่อนไหวสามคลื่นจะให้โอกาสเทรดเดอร์เข้ามาร่วมซื้อขาย
ดังนั้นในรูปที่ 1.7 คลื่น (2), (4,) (5) และ (B) เป็น setup สำหรับการเทรดที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อจะเอาประโยชน์จากการวิ่งของคลื่น (3), (5), (A) และ (C)

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคลื่น (2) ได้ย่อตัวลง เป็นช่วงที่เทรดเดอร์มีโอกาสที่จะเพิ่ม position เพื่อทำเงินเมื่อมันกลับไปวิ่งในทิศทางของคลื่น (3)
เช่นเดียวกับคลื่น (5) การวิ่งขึ้นของราคาทำให้พวกเขามีโอกาส short ที่ยอดนี้โดยมีเป้าหมายที่ปลายคลื่น (A)
โดยใช้ Wave Principle ผสมกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคแบบดั้งเดิม, เทรดเดอร์สามารถปรับปรุงการเทรดของพวกเขาโดยการเพิ่มความเป็นไปได้ในการเทรดที่ประสบความสำเร็จ
Technical studies สามารถเสนอโอกาสในการซื้อขายจำนวนมาก แต่ Wave Principle จะช่วยเสริมให้เทรดเดอร์มองเห็นโอกาสไหนที่จะมีโอกาสประสบความสำเร็จจากการเทรดมากขึ้น
นี้เป็นสาเหตุที่ Wave Principle เป็นกรอบที่ให้ประวัติศาสตร์และบริบท, ข้อมูลปัจจุบันและมองไปยังอนาคตได้ด้วย


Elliott Wave Trade Setups
แผนภูมิต่อไปนี้ (ดูรูปที่ 1.7) แสดงให้เห็นรูบแบบ bullish และ  bearish ของ trade setup

ในแต่ละคลื่น (2), (4), (5) และ (B) เป็น trade setup ที่แสดงให้เห็นโอกาสเข้าเทรดถึงสี่ครั้งโดย ใช้ corrective waves เหล่านี้ มันยื่นโอกาสให้เทรดเดอร์กลับเข้าไปร่วมกับแนวโน้มใหญ่
ในการซื้อขายตามแนวโน้มดังกล่าว, เทรดเดอร์ที่เข้าใจเกมส์จะซื้อตอน pullbacks ใน uptrends
ในทางกลับกันพวกเขาก็จะขายชอร์ตตอนที่ราคาเด้งใน downtrends

When to Trade Corrections
Corrective waves นำเสนอโอกาสในการซื้อขายที่ให้ให้ความพอใจน้อย เนื่องจากมีศักยภาพที่ซับซ้อน
Impulse waves เป็นช่วงที่ราคาวิ่งไปตามแนวโน้มซึ่งมันจะวิ่งไปได้ไกล
ตรงกันข้าม, corrective wave patterns มีการแกว่งมาก โดยวิ่งทำรูปทรงหลายแบบเช่น zigzag, flat, expanded flat, triangle, double zigzag, หรือ combination
โดยทั่วไป Corrections มักจะเคลื่อนตัว sideway และมักจะไร้รูปแบบ แถมใช้เวลานานและหลอกลวง ดังนั้นการเทรด ในช่วง correction จึงเสียเวลาและน่าหงุดหงิด เปอร์เซ็นต์ชนะมีน้อยเหลือเกิน
ผู้เขียนมองว่าการเทรดในช่วง correction ที่ให้ low-confidence trade setups มันมีบางเวลาเขาก็เคยพยายามที่จะเทรดมัน แต่ก็ต้องดูศักยภาพในช่วง correction ด้วย
ตัวอย่างเช่น ในกราฟ 15 นาทีของ Crude Oil ถ้าเขานับได้ว่ากำลังขึ้นเวฟห้า เขาจะไม่พิจารณาเวฟ 2 หรือ 4 ว่าเป็นโอกาสที่ใช้ได้ แต่เขาจะรอให้มันจบเวฟเสียก่อนที่จะเข้าเทรด เพราะเมื่อตลาดมันเป็น impulse wave อาจจะใช้เวลาหลายอาทิตย์กระทั่งหลายเดือน ในกรณีนี้เวฟ 2 หรือ 4 ก็จะใช้เวลาหลายอาทิตย์เพื่อเปิดโอกาสให้คนเล่นสั้นเข้ามาทำเงิน

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Guidelines for Trading Specific Elliott Wave Patterns
ก่อนที่เราจะ review guidelines เพื่อที่จะ trading specific Elliott wave patterns นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการวิเคราะห์และกฎการเทรด: ปล่อยให้ตลาดเฉลยก่อนที่จะตัดสินใจเทรด (Let the market commit to you before you commit to the market) พูดอีกแบบได้ว่า, ให้รอดูการยืนยันของ price action เสียก่อนที่จะเข้าเทรด
Guideline ต่อไปนี้ ได้รวมไอเดียและเป็นประโยชน์ต่อเทรดเดอร์ใน 2 แนวทาง
หนึ่ง, การรอ confirming price action มีแนวโน้มที่จะช่วยลดจำนวนของการซื้อขายที่ผิดพลาด เนื่องเพราะเทรดเดอร์ที่ล้มเหลวมักจะ overtrade ยิ่งเทรดบ่อยยิ่งพลาดเยอะ
สอง, มุ่งเน้นความสนใจไปที่ higher-confidence trade setups เท่านั้น

Impulse Wave (ดูรูป 1.8)
สำหรับ Bull Market รอให้ราคาลงไปต่ำกว่าโลว์ของเวฟ iv ของคลื่น 5 เสียก่อน จึงค่อยเทรด
ส่วน Bear Market ก็รอให้ราคา breakout ไฮของเวฟ iv ของคลื่น 5 เสียก่อน จึงค่อยเทรด

Ending Diagonal (ดูรูป 1.9)
มีสองแนวทาง
แนวที่หนึ่ง
สำหรับ Bull Market รอให้ราคาหลุดทะลุยอดของเวฟ 4 ลงไปก่อน จึงเข้าเทรด
ส่วน Bear Market รอให้ราคา breakout ทะลุยอดของเวฟ 4 ขึ้นไปก่อน จึงเข้าเทรด
แนวทางที่สอง
ถ้าคุณเป็นคนใจร้อน(Aggressive) ก็สามารถเข้าเทรดตั้งแต่มันหลุดเทรนด์ไลน์ได้-สำหรับ Bull Market
กลับกันใน Bear Market ก็ให้ซื้อตอนที่มัน breakout trendline ได้เช่นกัน (ดูรูป 1.10) แต่ก็ต้องดูให้ดีด้วยเพราะตามกฎของ Ending Diagonal แล้ว เวฟหนึ่งยาวสุด-สามสั้นกว่า-ห้าสั้นสุด แต่ถ้าเวฟห้าเกิดยาวกว่าเวฟสามล่ะก็-คุณต้องรู้สึกตัวแล้วล่ะว่านับผิด

Zigzag (ดูรูป 1.11)
มีแนวทางสำหรับการเทรดอยู่ 2 แบบ
แบบแรก สำหรับคนใจร้อน
สำหรับ Bull Market รอให้ราคา breakout ไฮของเวฟ iv ของคลื่น C เสียก่อน จึงค่อยเทรด
ส่วน Bear Market ก็รอให้ราคาลงไปต่ำกว่าโลว์ของเวฟ iv ของคลื่น C เสียก่อน จึงค่อยเทรด
แบบที่สอง สำหรับคนที่อยากให้ชัวร์จริงๆ
คือรอให้ราคา breakout ไฮของเวฟ B ไปได้ก่อน จึงเข้าซื้อ สำหรับ Bull Market
ส่วน Bear Market นั้น เข้าเทรดเมื่อราคาหลุดทะลุโลว์ของเวฟ B ลงไปได้แล้ว

Flat (ดูรูป 1.13)
สำหรับ Bull Market ก็รอให้ราคา breakout ไฮของเวฟ iv ของคลื่น C เสียก่อน จึงค่อยเทรด
ส่วน Bear Market รอให้ราคาลงไปต่ำกว่าโลว์ของเวฟ iv ของคลื่น C เสียก่อน จึงค่อยเทรด

Triangle (ดูรูป 1.14)
สำหรับ Bull Market ก็รอให้ราคา breakout ไฮของเวฟ C เสียก่อน จึงค่อยเทรด
ส่วน Bear Market รอให้ราคาลงไปต่ำกว่าโลว์ของเวฟ C เสียก่อน จึงค่อยเทรด
ผู้เขียนไม่แนะนำการเข้าแบบ Aggressive ที่เคยแนะไว้กับ zigzag เพราะว่ามันมักจะหลอกลวง
เนื่องจากมันสามารถอยู่ในรูปแบบของคลื่น 4, B,หรือ X โดยที่มันอาจปรากฎอยู่ในรูปของ bullish
fourth-wave triangle หรือ  bearish triangle B wave ก็ได้
เทรดเดอร์ที่มี aggressive trading style ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเข้าเทรดในตำแหน่งที่ดีก่อนที่ราคาจะลงไปถึงจุดสิ้นสุดของคลื่น D
ถ้าเช่นนั้นผู้เขียนแนะนำให้ใช้จุดปลายสุดของคลื่น A เป็น initial protective stop แทนที่จะเป็น จุดสิ้นสุดของคลื่น C มันไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติใน equities หรือ thinly traded markets สำหรับ intraday price action

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

การละเลยในการบริหารความเสี่ยงและจิตวิทยาการเทรด
เมื่อพูดถึงหนทางที่จะกลายเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จจากการเทรดอย่างต่อเนื่อง
มีสองวิชาคุณอาจไม่ได้ยินหรือไม่ใส่ใจมากพอ คือ
การบริหารความเสี่ยงและจิตวิทยาของการซื้อขาย
เพราะเรื่องของการบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนของเทรดเดอร์
จะขอสรุปสั้นๆเรื่อง risk-reward ratios และ trade size ดังนี้
Risk-Reward Ratio เป็นอัตราส่วนที่ประเมินความเสี่ยงเมื่อเทียบกับกำไรที่จะได้จากการเทรด
หากคุณซื้อหุ้น XYZ ที่ $50.00 ด้วยความคาดหวังว่ามันจะวิ่งไป $51.00
คุณคาดหวังกำไร $1.00 หากหยุดขาดทุนที่ $ 49.00 risk-reward ratio คือ 1: 1 เนื่องด้วยคุณเสี่ยง $1.00 เพื่อให้ได้ $1.00
ถ้าจุดตัดขาดทุนเป็น $49.90 แล้ว risk-reward ratio คือ 10: 1

หมายเหตุ: แม้ว่ามันจะเรียกว่าอัตราส่วนความเสี่ยงต่อกำไร
อัตราส่วนนี้จะถูกกำหนดไว้ตามกำไรที่คาดหวังเป็นสิ่งแรก
ดังนั้น,ตามตัวอย่างนี้แม้ว่าจะมีความเสี่ยง ที่ 1 และกำไรที่ 10 อัตราส่วนก็จะเป็น 10: 1 แทน
ที่จะเป็น 1:10 นี่คือการอธิบายว่าทำไม risk-reward ratio 3: 1 เป็นสิ่งที่น่าพอใจแล้ว
risk-reward ratio สูงๆ เป็นที่ต้องการมากซึ่งมันก็คือความน่าจะเป็น
สมมติว่าคุณเทรดถูกทางร้อยละ 70 ของการเทรดทั้งหมด และ risk-reward ratio ในแต่ละการเทรดของคุณคือ 1: 1 ดังนั้นจากการเทรด 10 ครั้ง มีเจ็ดครั้งที่คุณมีกำไร $1.00 แต่อีกสามครั้งคุณขาดทุน $1.00
สรุปคือคุณกำไรสุทธิ $4.00
แต่อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราเพิ่ม risk-reward ratio จาก 1: 1 ไปเป็น 3: 1 และลดความน่าจะเป็นของการชนะ
จากร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 40 ล่ะ?
ด้วยวิธีนี้ risk-reward ratio 3: 1 เพื่อกำไร $1.00 คุณก็จะเทรดชนะ 4 ครั้งแล้วกำไรสุทธิ คือ $12.00 ถ้าลบส่วนขาดทุนไป $6.00 คราวนี้คุณจะมีกำไร $6.00
ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ risk-reward ratio โดยการลดความน่าจะเป็นในการชนะ
การซื้อขายจากร้อยละ 70 ลงจนถึงเกือบครึ่งหนึ่ง (เช่นร้อยละ 40)
ขณะที่การเพิ่ม risk-reward ratio ขึ้น, คุณเพิ่มโอกาสทำกำไรเป็นร้อยละ 50
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเทรดก็คือนักลงทุนส่วนใหญ่มองที่การทำกำไรเป็นหลัก ซึ่งมันไม่ถูกทั้งหมด
ในขณะที่คุณเห็นเทรดเดอร์บางคนชนะเพียงร้อยละ 40 ของจำนวนการเทรดทั้งหมดแต่ก็ยังคงสร้างความสำเร็จให้เขาหรือเธอ เมื่อใให้ความสำคัญกับ risk-reward ratio

Trade Size
Position ขนาดใหญ่แค่ไหนที่ผู้ประกอบการควรใช้?
ความเสี่ยงจากการเข้าเทรดแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 1-3 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตทั้งหมด
เทรดเดอร์รายย่อยมือใหม่มีแนวโน้มที่จะไม่เห็นด้วยกับสัดส่วนขนาดเล็กแค่นี้(พวกเขาต้อง all in เท่านั้น-เดี๋ยวรวยช้า)
แต่เทรดเดอร์มืออาชีพชอบมากกับอัตราส่วนนี้ ดังนั้นที่ร้อยละ 1 ของทุก $ 5,000 ที่เทรดเดอร์มีอยู่ในบัญชีซื้อขาย, เขาหรือเธอควรจะจำกัดความเสี่ยงเพียง $50 แต่ละ position เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์ที่มี $10,000 ในบัญชีของเขาสามารถเทรดสองครั้ง เพื่อการซื้อขายที่มีความเสี่ยงครั้งละ $50 หรือเทรดครั้งเดียวที่ความเสี่ยง $100
เทรดเดอร์หลายคนล้มเหลวในการเทรดเ พราะพวกเขาก็ไม่มีเงินทุนเพียงพอในบัญชีซื้อขายที่จะเข้าเทรดตามวงเงินที่พวกเขาต้องการที่จะใช้(เพราะขาดทุนจนเหลือเงินต้นน้อยมาก)
หากคุณมีเงินทุนน้อย คุณก็สามารถเอาชนะความท้าทายโดยการเทรดด้วยวงเงินน้อยๆได้
คุณสามารถเทรดโดยใช้สัญญาน้อยๆ, trade e-mini contracts หรือแม้กระทั่งเล่นหุ้นเศษสตางค์
โดยสรุปแล้ว ในเส้นทางของการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จโดยยั่งยืนของคุณ-ต้องตระหนักว่าการอยู่ในตลาดได้ยั่งยืนยาวนานเป็นกุญแจสำคัญ
ถ้าคุณเสี่ยงทุกๆการเทรดด้วยเงินจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับเงินในพอร์ต คุณก็สามารถฝ่าฟันกระแสของความสูญเสียได้
ตรงกันข้ามถ้าคุณเสี่ยงร้อยละ 25 ของพอร์ตในแต่ละครั้งของการเทรด หากคุณขาดทุนต่อเนื่องแค่สี่ครั้งหลังจากนั้น คุณก็มีโอกาสหมดตัว
.
.
The Psychology of Trading
ในขณะที่เราคิดว่าการบริหารความเสี่ยงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเทรดที่ประสบความสำเร็จ, สิ่งสำคัญที่แท้จริงคือ จิตวิทยา -นั่นคือจิตวิทยาส่วนบุคคลของคุณ
ลองทบทวนจำนวนของปัจจัยทางจิตวิทยาที่ป้องกันไม่ให้เทรดเดอร์ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องดูสิ: มันคืออะไรบ้าง
- ขาดระเบียบ
- ขาดวินัย
- ความคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
- และขาดความอดทน
ไม่ว่าคุณจะเป็นมืออาชีพหรือเพียงแค่อยากเปิดบัญชีการซื้อขายครั้งแรก มันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของคุณ ควรทำความเข้าใจว่าจิตวิทยาส่วนบุคคลของคุณมีผลกระทบต่อผลการเทรดของท่านอย่างมาก
.
ขาดยุทธวิธี
ถ้าคุณมุ่งมั่นที่จะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องแล้ว, คุณต้องมีแผนการซื้อขายที่กำหนดไว้แล้ว - ง่าย, ชัดเจน และมีแนวทางที่รัดกุมในการมองตลาด
ในความเป็นจริงแล้ว, การมีกระบวนการที่เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ก่อตั้ง EWI (Robert Prechter) เขียนไว้ที่ด้านบนของบทความของเขาที่ชื่อว่า "สิ่งที่เทรดเดอร์ต้องการจริงๆถ้าอยากประสบความสำเร็จ"
การคาดเดาหรือทำไปโดยสัญชาตญาณจะไม่ได้ผลดีในระยะยาว หากคุณไม่ได้มีแผนการซื้อขายที่กำหนดไว้แล้ว, คุณจะไม่มีทางรู้ว่าอะไรคือสัญญาณซื้อหรือสัญญาณขาย
คุณจะทำอย่างไรเพื่อจะเอาชนะปัญหานี้?
คำตอบคือเขียนวิธีการของคุณให้เป็นลายลักษณ์อักษร
เขียนกําหนดว่าเครื่องมือในการวิเคราะห์ของคุณคืออะไรและที่สำคัญคือวิธีการที่คุณใช้มัน
ไม่สำคัญว่า คุณจะใช้ Wave Principle,  point and figure charts, stochastics, RSI, หรือใช้รวมกันทั้งหมด
สิ่งที่สำคัญคือคุณมีความตั้งใจจริงในการกำหนดจุดซื้อ-จุดขาย-trailing stop และการ exiting a position
เบาะแสที่ดีที่สุดที่สามารถให้คุณเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการกำหนดวิธีการซื้อขายของคุณคือ:
ถ้าคุณไม่สามารถเขียนมันไว้ในกระดาษขนาด 3 "× 5" นั่นก็หมายความว่ามันซับซ้อนเกินไปแล้วล่ะ
.
.
ขาดวินัย
เมื่อคุณมีเค้าโครงและกำหนดแนวทางการเทรดที่ชัดเจนได้แล้ว คุณต้องมีวินัยที่จะทำตามระบบนั้น
การขาดวินัยขณะเทรดนั้นมันเป็นหายนะที่เกิดกับเทรดเดอร์ที่มักมากส่วนใหญ่
ถ้าวิธีการดูกราฟหรือประเมิน trade setup ที่มีศักยภาพ-แตกต่างจากสิ่งที่คุณทำในเดือนที่แล้ว, ซ้ำร้ายคุณยังไม่มีแผนการเทรด, ขาดวินัยไม่ทำตามแผนที่ระบุไว้ คุณต้องเสียเวลาไปอีกนานกว่าจะพิสูจน์ว่าจะประสบความสำเร็จจริงๆ
.
.
ความคาดหวังที่เกินจริง
ไม่มีอะไรที่ทำให้ผู้เขียนหัวฟัดหัวเหวี่ยงเมื่อเห็นโฆษณาที่บอกว่า  "มี $5,000 position ที่ถูกต้องในก๊าซธรรมชาติสามารถให้ผลตอบแทนกว่า $40,000"
การโฆษณาเช่นนี้ก่อความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมการเงินโดยรวมแลถึงนักลงทุนที่ไร้การศึกษามากกว่า $ 5,000
นอกจากนี้ยังช่วยสร้าง mindset ของการมีความคาดหวังที่ไม่สมจริง
ใช่, มันเป็นไปได้ที่จะมีผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ก็ต้องรับความเสี่ยงที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยเช่นกัน
อยากถามว่า มือใหม่อย่างคุณต้องการผลตอบแทนจากการเทรดที่ในปีแรก สักเท่าไหร่ดี 50% ,100% หรือ 200% ใช่มั้ย?
ว้าวว...นั่นเป็นสิ่งเร้าใจและน่ามีส่วนร่วมยิ่งนัก
แต่ในความเห็นของผู้เขียน, เป้าหมายสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ทุกคนคือ-ครบปีแรกหากไม่สูญเสียเงินต้นได้ก็ถือว่าสุดยอด หรือพูดอีกอย่างคือยังเท่าทุนในปีแรกถือว่าเจ๋ง
ถ้าคุณสามารถทำได้ จากนั้นในปีที่สองก็ให้พยายามเอาชนะดัชนีให้ได้ เป้าหมายเหล่านี้อาจจะไม่เร้าใจ แต่มันก็มีความเป็นไปได้จริงมากกว่า
.
.
ขาดความอดทน
หลุมพรางทางจิตวิทยาข้อที่สี่ที่แม้แต่เทรดเดอร์ผู้มีประสบการณ์ต้องเผชิญหน้า
คือการขาดความอดทน
ตามที่ Edwards and Magee เขียนในหนังสือ Technical Analysis of Stock Trends
บอกว่าตลาดวิ่งตามแนวโน้มเพียงแค่ 30% ซึ่งหมายความว่าเวลาที่เหลือ 70% ตลาดจะวิ่งแบบไร้ทิศทาง
ด้วยเวลาที่สั้นขนาดนั้น เราจึงมีโอกาสที่ดีแค่สองหรือสามครั้งเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น, ถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ระยะยาวโดยทั่วไปก็จะซื้อเพียงสองหรือสามครั้งต่อปี
ในทำนองเดียวกันถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ระยะสั้น-ในสัปดาห์หนึ่งก็จะมีโอกาสดีๆเพียงแค่สองหรือสามครั้งเท่านั้นเอง
อย่าให้บ่อยเกินไป แม้การซื้อขายโดยเนื้อแท้เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น(และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเงินมักจะเป็นที่น่าตื่นเต้น) จึงง่ายที่จะรู้สึกว่าคุณรู้สึกโหวงเหวงถ้าคุณไม่ได้เทรด จึงเป็นผลให้คุณทำ trade setup ให้ตัวเองต้องเทรดบ่อยแบบไร้คุณภาพ ในที่สุดก็จะ overtrade จนทำให้ล้มละลาย
คุณจะทำอย่างไรจึงจะเอาชนะการขาดความอดทนนี้?
ให้เตือนตัวเองทุกสัปดาห์ว่าในเร็วๆนี้จะมี "การเทรด(ที่ยิ่งใหญ่สุด)ของปี" หรืออาจจะเป็นคำอื่นๆ ก็ได้ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการขาดหายไปของโอกาสในวันนี้เพราะมันจะมีแน่ๆในวันพรุ่งนี้, สัปดาห์ถัดไปและในเดือนถัดไป . . เชื่อผมเถอะ

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมฮิต Buy Signal - สัญญาณซื้อ หุ้น แบบต่างๆ

(ดีมากอยากให้อ่าน) เทคนิค ขายหุ้น แบบ CANSLIM

แนะวิธีดูกราฟหุ้นเบื้องต้น

แชร์ไอเดีย Double Bottom Undercut (Shakeout +3) สำหรับคนชอบ Buy on Dip

ทุกสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนอ่านหนังสือ "ความรู้หุ้น มูลค่า 1 ล้านบาท"

เบสิก Swing Trade แบบ Buy on Dip สไตล์ Gil Morales

บทสัมภาษณ์ Mark Minervini : วิธีหาหุ้น Superperformance